ฉีดวัคซีนฟรี
MED4U

Mycoplasma pneumoniae (Walking Pneumonia) ภัยเงียบของโรคปอดบวมในฤดูหนาว

15 จำนวนผู้เข้าชม |

29/12/2025


Mycoplasma pneumoniae (Walking Pneumonia): ภัยเงียบของโรคปอดบวมในฤดูหนาว

Mycoplasma pneumoniae (Walking Pneumonia) ภัยเงียบของโรคปอดบวมในฤดูหนาว

Mycoplasma pneumoniae นั้นเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดพิเศษที่ทำให้เกิดอาการปอดบวมแบบอาการไม่รุนแรง แต่ยืดเยื้อ จนหลายคนคิดว่าตนเองไม่ได้ป่วยและยังใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ เพราะฉะนั้นจึงเกิดคำเรียกว่า "Walking Pneumonia" หรือปอดบวมเดินได้

เชื้อนี้มีวงจรการระบาดทุก 3–7 ปี และมักพบมากขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงจนถึงช่วงฤดูหนาว มักระบาดมากในประเทศเขตอบอุ่น


ทำไม Mycoplasma ระบาดมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว

ฤดูหนาวเป็นช่วงที่เชื้อแพร่กระจายได้ง่ายเพราะสาเหตุ ดังนี้:

  • คนอยู่ในอาคารและพื้นที่ปิดมากกว่าปกติ
  • ห้องเรียน หอพัก ออฟฟิศ มีการสัมผัสใกล้ชิด
  • อากาศเย็นและแห้ง ทำให้ภูมิคุ้มกันเยื่อบุทางเดินหายใจลดลง

หมายเหตุ: การระบาดเป็นรอบๆ อาจเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะหน้าหนาว เช่นหลังโควิด หลายประเทศพบการระบาดซ้ำในปี 2023–2024


ลักษณะสำคัญของเชื้อนี้

  • ไม่มีผนังเซลล์ ทำให้ยากลุ่ม penicillin หรือ cephalosporin ใช้ไม่ได้ผล
  • ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุยได้
  • ระยะฟักตัวนานประมาณ 1–3 สัปดาห์ ทำให้แพร่เชื้อได้แม้มีอาการเพียงเล็กน้อย

อาการของ Mycoplasma pneumoniae มีอะไรบ้าง

อาการส่วนใหญ่จะค่อยๆเป็นค่อยๆไปแต่เรื้อรัง โดยมีอาการ ดังนี้:

  • ไอแห้งๆ ยาวนานเป็นเวลาหลายสัปดาห์
  • เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก
  • มีไข้ต่ำ
  • เหนื่อยล้าได้ง่าย
  • เจ็บคอ
  • ปวดหัว

อาการแทรกซ้อนที่อาจพบ

บางรายอาจมีอาการ:

  • หอบ, ไอวี้ด
  • มีผื่น
  • หูอักเสบ
  • ภาวะโลหิตจางจากภูมิคุ้มกัน
  • อาการทางระบบประสาท

ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง

  • วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (สถานที่ที่พบได้บ่อย คือ โรงเรียน มหาวิทยาลัย หอพัก และสถานที่ทำงาน)
  • เด็กประถมก็พบได้จากการระบาดในโรงเรียน
  • ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว อาจมีอาการรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันต่ำ

การวินิจฉัย

วิธีตรวจที่มักใช้ในปัจจุบัน

  • PCR หรือ NAAT จากโพรงจมูก — แม่นยำและรวดเร็วที่สุด
  • X-ray ปอด อาจพบความผิดปกติในลักษณะของฝ้ากระจายได้

หมายเหตุ:

  • การตรวจ IgM/IgG อาจคลาดเคลื่อนในช่วงแรก และไม่ควรใช้วิธีนี้เพียงอย่างเดียว
  • การตรวจ Cold agglutinins ไม่แนะนำในยุคปัจจุบันเพราะไม่ชัดเจนและจำเพาะอาการ

การป้องกัน

แม้ยังไม่มียาวัคซีนโดยเฉพาะ แต่สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้ ดังนี้:

  • ใส่หน้ากากในพื้นที่แออัดหรือช่วงที่มีการระบาด
  • ล้างมือบ่อยๆ
  • ระบายอากาศให้ดี อย่าอยู่ที่ปิดทึบ อากาศไม่ถ่ายเท
  • ให้พักผ่อนอยู่ที่บ้านหากมีไข้หรือไอมาก
  • พบแพทย์เมื่อมีอาการไอนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือหายใจลำบาก

การรักษา

การดูแลทั่วไป

สามารถทำได้โดยการดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนและใช้ยาลดไข้

หลีกเลี่ยงการใช้ยาน้ำแก้ไอสำหรับหวัดในเด็กเล็ก

ยาปฏิชีวนะที่สามารถใช้ได้

เนื่องจากเชื้อไม่มีผนังเซลล์ ทำให้ต้องใช้ยากลุ่มที่เหมาะสม โดยมียาที่แนะนำ ดังนี้:

ในเด็ก

ให้ใช้ยากลุ่ม Macrolides (เช่น Azithromycin)

ในผู้ใหญ่

ให้ใช้ Doxycycline หรือ Fluoroquinolones (เช่น Levofloxacin)

หมายเหตุ: ในผู้ที่มีอาการดื้อยาต่ำๆสามารถใช้ Macrolides ได้

ระยะเวลาในการรักษา

  • Azithromycin ใช้เวลา 5 วัน
  • Doxycycline/Fluoroquinolones ใช้เวลา 7–10 วัน

หากอาการไม่ดีขึ้นใน 48–72 ชั่วโมง ควรพิจารณาเปลี่ยนกลุ่มยาที่ใช้โดยดูความดื้อยาของผู้ใช้ยา

⚠️ ควรไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาการ ดังนี้:

  • หายใจลำบาก
  • เจ็บหน้าอกรุนแรง
  • มีไข้สูงต่อเนื่อง
  • มีอาการซึมและสับสน
  • เด็กดื่มน้ำน้อยหรือมีภาวะขาดน้ำ
  • ค่าออกซิเจนที่วัดได้ต่ำกว่า 92%

ประเทศที่พบการระบาดมาก (ข้อมูลล่าสุด)

หลายประเทศที่เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยมีการพบการแพร่เชื้อเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น:

  • 🇨🇳 จีน โดยเฉพาะในปักกิ่ง พบอัตราตรวจเจอโรคนี้สูงมากในเด็ก
  • 🇰🇷 เกาหลีใต้ มีการระบาดเป็นช่วงๆ เช่นปี 2015–2016, 2019–2020 และ 2023–2024
  • 🇩🇰 ยุโรปเหนือ (เดนมาร์ก, นอร์เวย์) พบว่ามีการระบาดสูงมากในช่วงฤดูหนาวปี 2023–2024
  • 🇺🇸 สหรัฐอเมริกา พบว่ามีติดเชื้อทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องในทุกปี

ทำไมข้อมูลนี้สำคัญสำหรับนักเดินทาง

เพราะส่วนใหญ่จะเป็นประเทศจุดหมายยอดนิยมของคนไทยในการเดินทาง เช่น จีน เกาหลี ยุโรป และสหรัฐฯ และเป็นพื้นที่ที่มีการรายงานเชื้อค่อนข้างสูงในช่วงฤดูหนาว

การเดินทางในฤดูนี้ โดยเฉพาะในสถานที่แออัด เช่น รถไฟ หอพัก ทัวร์กลุ่มใหญ่อาจเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นการสวมหน้ากาก ดูแลสุขอนามัยของตนเอง และไม่เพิกเฉยต่อการไอเรื้อรังจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่นักท่องเที่ยวควรปฏิบัติ


เกร็ดน่ารู้

  • Mycoplasma เป็นสาเหตุสำคัญของปอดบวมจากชุมชนในเด็กโตและวัยรุ่น
  • มีการระบาดเป็นรอบๆ ทุก 3–7 ปี
  • อาการไอสามารถอยู่ได้หลายสัปดาห์หลังรับการรักษาแล้วเนื่องจากว่ามีการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ

สรุป

Mycoplasma pneumoniae เป็นเชื้อที่พบมากในปลายฤดูใบไม้ร่วงจนถึงในฤดูหนาวโดยจะทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง ไข้ต่ำ และอ่อนเพลีย แม้ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงแต่การดูแลระบบทางเดินหายใจ การป้องกันตนเองเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัดและพบแพทย์เมื่ออาการยืดเยื้อนั้นจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

โดยเน้นย้ำสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดล่าสุดตามข้อมูลข้างต้น


แหล่งอ้างอิง (References)

© 2024 Company, Inc