Mycoplasma pneumoniae (Walking Pneumonia) ภัยเงียบของโรคปอดบวมในฤดูหนาว
Mycoplasma pneumoniae นั้นเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดพิเศษที่ทำให้เกิดอาการปอดบวมแบบอาการไม่รุนแรง แต่ยืดเยื้อ จนหลายคนคิดว่าตนเองไม่ได้ป่วยและยังใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ เพราะฉะนั้นจึงเกิดคำเรียกว่า "Walking Pneumonia" หรือปอดบวมเดินได้
เชื้อนี้มีวงจรการระบาดทุก 3–7 ปี และมักพบมากขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงจนถึงช่วงฤดูหนาว มักระบาดมากในประเทศเขตอบอุ่น
ทำไม Mycoplasma ระบาดมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว
ฤดูหนาวเป็นช่วงที่เชื้อแพร่กระจายได้ง่ายเพราะสาเหตุ ดังนี้:
- คนอยู่ในอาคารและพื้นที่ปิดมากกว่าปกติ
- ห้องเรียน หอพัก ออฟฟิศ มีการสัมผัสใกล้ชิด
- อากาศเย็นและแห้ง ทำให้ภูมิคุ้มกันเยื่อบุทางเดินหายใจลดลง
หมายเหตุ: การระบาดเป็นรอบๆ อาจเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะหน้าหนาว เช่นหลังโควิด หลายประเทศพบการระบาดซ้ำในปี 2023–2024
ลักษณะสำคัญของเชื้อนี้
- ไม่มีผนังเซลล์ ทำให้ยากลุ่ม penicillin หรือ cephalosporin ใช้ไม่ได้ผล
- ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุยได้
- ระยะฟักตัวนานประมาณ 1–3 สัปดาห์ ทำให้แพร่เชื้อได้แม้มีอาการเพียงเล็กน้อย
อาการของ Mycoplasma pneumoniae มีอะไรบ้าง
อาการส่วนใหญ่จะค่อยๆเป็นค่อยๆไปแต่เรื้อรัง โดยมีอาการ ดังนี้:
- ไอแห้งๆ ยาวนานเป็นเวลาหลายสัปดาห์
- เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก
- มีไข้ต่ำ
- เหนื่อยล้าได้ง่าย
- เจ็บคอ
- ปวดหัว
อาการแทรกซ้อนที่อาจพบ
บางรายอาจมีอาการ:
- หอบ, ไอวี้ด
- มีผื่น
- หูอักเสบ
- ภาวะโลหิตจางจากภูมิคุ้มกัน
- อาการทางระบบประสาท
ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง
- วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (สถานที่ที่พบได้บ่อย คือ โรงเรียน มหาวิทยาลัย หอพัก และสถานที่ทำงาน)
- เด็กประถมก็พบได้จากการระบาดในโรงเรียน
- ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว อาจมีอาการรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันต่ำ
การวินิจฉัย
วิธีตรวจที่มักใช้ในปัจจุบัน
- PCR หรือ NAAT จากโพรงจมูก — แม่นยำและรวดเร็วที่สุด
- X-ray ปอด อาจพบความผิดปกติในลักษณะของฝ้ากระจายได้
หมายเหตุ:
- การตรวจ IgM/IgG อาจคลาดเคลื่อนในช่วงแรก และไม่ควรใช้วิธีนี้เพียงอย่างเดียว
- การตรวจ Cold agglutinins ไม่แนะนำในยุคปัจจุบันเพราะไม่ชัดเจนและจำเพาะอาการ
การป้องกัน
แม้ยังไม่มียาวัคซีนโดยเฉพาะ แต่สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้ ดังนี้:
- ใส่หน้ากากในพื้นที่แออัดหรือช่วงที่มีการระบาด
- ล้างมือบ่อยๆ
- ระบายอากาศให้ดี อย่าอยู่ที่ปิดทึบ อากาศไม่ถ่ายเท
- ให้พักผ่อนอยู่ที่บ้านหากมีไข้หรือไอมาก
- พบแพทย์เมื่อมีอาการไอนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือหายใจลำบาก
การรักษา
การดูแลทั่วไป
สามารถทำได้โดยการดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนและใช้ยาลดไข้
หลีกเลี่ยงการใช้ยาน้ำแก้ไอสำหรับหวัดในเด็กเล็ก
ยาปฏิชีวนะที่สามารถใช้ได้
เนื่องจากเชื้อไม่มีผนังเซลล์ ทำให้ต้องใช้ยากลุ่มที่เหมาะสม โดยมียาที่แนะนำ ดังนี้:
ในเด็ก
ให้ใช้ยากลุ่ม Macrolides (เช่น Azithromycin)
ในผู้ใหญ่
ให้ใช้ Doxycycline หรือ Fluoroquinolones (เช่น Levofloxacin)
หมายเหตุ: ในผู้ที่มีอาการดื้อยาต่ำๆสามารถใช้ Macrolides ได้
ระยะเวลาในการรักษา
- Azithromycin ใช้เวลา 5 วัน
- Doxycycline/Fluoroquinolones ใช้เวลา 7–10 วัน
หากอาการไม่ดีขึ้นใน 48–72 ชั่วโมง ควรพิจารณาเปลี่ยนกลุ่มยาที่ใช้โดยดูความดื้อยาของผู้ใช้ยา
⚠️ ควรไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาการ ดังนี้:
- หายใจลำบาก
- เจ็บหน้าอกรุนแรง
- มีไข้สูงต่อเนื่อง
- มีอาการซึมและสับสน
- เด็กดื่มน้ำน้อยหรือมีภาวะขาดน้ำ
- ค่าออกซิเจนที่วัดได้ต่ำกว่า 92%
ประเทศที่พบการระบาดมาก (ข้อมูลล่าสุด)
หลายประเทศที่เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยมีการพบการแพร่เชื้อเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น:
- 🇨🇳 จีน โดยเฉพาะในปักกิ่ง พบอัตราตรวจเจอโรคนี้สูงมากในเด็ก
- 🇰🇷 เกาหลีใต้ มีการระบาดเป็นช่วงๆ เช่นปี 2015–2016, 2019–2020 และ 2023–2024
- 🇩🇰 ยุโรปเหนือ (เดนมาร์ก, นอร์เวย์) พบว่ามีการระบาดสูงมากในช่วงฤดูหนาวปี 2023–2024
- 🇺🇸 สหรัฐอเมริกา พบว่ามีติดเชื้อทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องในทุกปี
ทำไมข้อมูลนี้สำคัญสำหรับนักเดินทาง
เพราะส่วนใหญ่จะเป็นประเทศจุดหมายยอดนิยมของคนไทยในการเดินทาง เช่น จีน เกาหลี ยุโรป และสหรัฐฯ และเป็นพื้นที่ที่มีการรายงานเชื้อค่อนข้างสูงในช่วงฤดูหนาว
การเดินทางในฤดูนี้ โดยเฉพาะในสถานที่แออัด เช่น รถไฟ หอพัก ทัวร์กลุ่มใหญ่อาจเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นการสวมหน้ากาก ดูแลสุขอนามัยของตนเอง และไม่เพิกเฉยต่อการไอเรื้อรังจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่นักท่องเที่ยวควรปฏิบัติ
เกร็ดน่ารู้
- Mycoplasma เป็นสาเหตุสำคัญของปอดบวมจากชุมชนในเด็กโตและวัยรุ่น
- มีการระบาดเป็นรอบๆ ทุก 3–7 ปี
- อาการไอสามารถอยู่ได้หลายสัปดาห์หลังรับการรักษาแล้วเนื่องจากว่ามีการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ
สรุป
Mycoplasma pneumoniae เป็นเชื้อที่พบมากในปลายฤดูใบไม้ร่วงจนถึงในฤดูหนาวโดยจะทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง ไข้ต่ำ และอ่อนเพลีย แม้ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงแต่การดูแลระบบทางเดินหายใจ การป้องกันตนเองเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัดและพบแพทย์เมื่ออาการยืดเยื้อนั้นจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
โดยเน้นย้ำสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดล่าสุดตามข้อมูลข้างต้น
TH
EN
CN
JAP
AR