334 จำนวนผู้เข้าชม |
08/12/2023
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza, Flu)
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจที่มักมีการติดต่อกันได้มาก ไวรัสไข้หวัดใหญ่แบ่งออกเป็นสายพันธุ์ A, B, C และ D เชื้อสายพันธุ์ A เป็นสายพันธุ์ที่ติดเชื้อได้ในคนและสัตว์บางชนิด พบได้บ่อยและมักแพร่ระบาดอย่างรุนแรง เชื้อสายพันธุ์ B สามารถแพร่ระบาดได้ แต่ก่อโรครุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ A เชื้อไวรัสสายพันธุ์ C ไม่แพร่ระบาด เชื้อสายพันธุ์ D พบในปศุสัตว์แต่ไม่ติดเชื้อในคน ปัญหาแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ เช่น ปอดอักเสบ มักเกิดในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ (มากกว่า 65 ปี) หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก (น้อยกกว่า 5 ปี) ผู้ป่วยเบาหวาน โรคหืด โรคหัวใจ ผู้ป่วย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV หรือมะเร็ง)
การป้องกัน
· เข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดใหญ่ทุกปี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ หรือบุคลากรทางการแพทย์
· ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์อยู่เสมอ
· หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา จมูก หรือปาก เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อภายหลังจากการสัมผัสสิ่งต่างๆ ที่มีเชื้อปนเปื้อน
การจัดการ
· เมื่อมีอาการป่วยควรหยุดพักผ่อนอยู่บ้านจนกว่าจะหายดี
· ปิดปาก-จมูกเมื่อไอหรือจาม
· ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
การส่งต่อแพทย์
· หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก (อายุ < 5 ปี) ผู้สูงอายุ (> 65 ปี) ที่มีอาการรุนแรง
· ผู้ป่วยโรคหืด หรือโรคเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจอื่นๆ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ
· มีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วันแม้ได้รับยาลดไข้อย่างเหมาะสมร่วมกับมีอาการไอมีเสมหะมาก
· อาเจียนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
· มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจหอบถี่ หรือมีเสียงหวีด
· มีอาการสับสน จดจำวันเวลาผู้คนไม่ได้
ทางเลือกในการรักษา
ยากลุ่มแก้ปวดลดไข้
· ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น paracetamol ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและลดไข้ โดยรับประทานครั้งละ 500-1,000 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน
· ยาแก้ปวดแบบผสม เช่น paracetamol และยากลุ่ม NSAIDS (เช่น ibuprofen) อาจพิจารณาใช้เพื่อช่วยลดไข้ปวดศีรษะและกล้ามเนื้อได้ แต่ควรคัดกรองว่าผู้ป่วยไม่ได้มีความเสี่ยงต่อการเกิดไข้เลือดออก ซึ่งควรหลีกเลี่ยงยากลุ่ม NSAIDS เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้
ยาบรรเทาอาการไอและหวัด
· ยาในกลุ่มนี้มักใช้เพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นเมื่อมีอาการหวัดธรรมดา เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล หรือไอ
o ยาแก้ปวด ลดไข้ เช่น ibuprofen และ paracetamol
o ยาต้านฮีสทามีน เช่น brompheniramine, carbinoxamine, chlorphenamine, diphenhydramine, loratadine, triprolidine ช่วยบรรเทาอาการน้ำมูกไหล
o คำแนะนำ: ยากลุ่มนี้บางชนิดอาจทำให้ง่วงซึมได้ ดังนั้นหลังรับประทานยาจึงควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานกับเครื่องจักรที่ต้องใช้สมาธิสูง
· ยาบรรเทาอาการคัดจมูก เช่น pseudoephedrine
· คำแนะนำ: ยานี้ควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ต้อหินมุมปิด ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ยานี้ไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านยาทั่วไป แต่ต้องรับจากโรงพยาบาลที่มีแพทย์เป็นผู้สั่งใช้ยาเท่านั้น
· ยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของอนุพันธุ์ฝิ่น เช่น codeine, dextromethorpran ออกฤทธิ์ยับยั้งศูนย์การไอในสมองโดยตรงอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่พบบ่อย ได้แก่ ง่วงซึม ท้องผูก
ยาต้านไวรัส
· ยากลุ่ม Neuraminidase inhibitors เช่น oseltamivir, zanamivir ใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ที่ไม่ซับซ้อนที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส influenza A และ B ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอาการมาไม่เกิน 2 วัน นอกจากนี้ยังอาจใช้ในการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้
· ยากลุ่ม Adamantane M2 ion channel inhibitors เช่น amantadine, rimantadine ใช้สำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่ที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส influenza A เท่านั้น
· ยาต้านไวรัสที่ใช้สำหรับป้องกันหรือรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้น
· ผู้ป่วยต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดห้ามหยุดใช้ยาก่อนกำหนด เนื่องจากจะกระตุ้นให้เชื้อไข้หวัดใหญ่ดื้อยา
ยาบรรเทาอาการคัดจมูกและผลิตภัณฑ์อื่นๆ
· ยาลดอาการคัดจมูก (Nasal Decongestants)
o ยาที่ใช้หยอดหรือพ่นจมูก (topical decongestants) เช่น naphazoline, oxymetazoline, tetrahydrozoline และ xylometazoline อาจพบในรูปแบบยาเดี่ยวหรือยาผสมกับยาต้านฮีสทามีน ยาในกลุ่มนี้ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกได้เร็ว
o ควรพิจารณาหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรคต้อหินมุมปิด โรคหืด ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน หรือต่อมลูกหมากโตที่ควบคุมอาการของโรคไม่ได้
o คำแนะนำ: ยาลดอาการคัดจมูกชนิดพ่นจมูกไม่ควรใช้ติดต่อนานเกิน 5 วัน (ยกเว้นเป็นคำแนะนำจากแพทย์)เพราะจะทำให้เกิดอาการคัดจมูกหลังจากการหยุดใช้ยาได้ ผลข้างเคียงนี้ไม่พบในยาลดอาการคัดจมูกชนิดรับประทานหรือพบน้อยลงกรณีใช้ยาพ่นจมูกที่มีการปรับสูตรให้ยาออกฤทธิ์นาน
· น้ำเกลือ น้ำทะเลในรูปของยาหยดหรือยาพ่นจมูกอาจช่วยบรรเทาอาการหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ น้ำเกลือพ่นจมูกอาจช่วยปกป้องการสัมผัสระหว่างเชื้อไวรัส หรือมลพิษในอากาศ กับเยื่อบุโพรงจมูก รวมถึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในโพรงจมูกได้อีกด้วย
o ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสาร carragelose อาจช่วยดักจับเชื้อไวรัส ป้องกันการแพร่กระจายและเพิ่มจำนวนของไวรัสในทางเดินหายใจได้
ยากลุ่ม Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAIDs)
· ยากลุ่ม NSAIDs เช่น aspirin, ibuprofen, floctafenine, mefenamic acid หรือ naproxen อาจใช้เพื่อลดไข้ ลดปวดหรืออาการอักเสบต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้
o การใช้ยากลุ่ม NSAIDs ควรระมัดระวังในผู้ที่มีแผลในทางเดินอาหาร โรคหืด โรคหัวใจ โรคไตหรือผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ และควรใช้ยาในขนาดต่ำที่สุดที่บรรเทาอาการได้และหยุดใช้ยาเมื่ออาการดีขึ้นทันที
· ยากลุ่ม salicylates เช่น aspirin นอกจากมีข้อควรระวังของยากลุ่ม NSAIDs ข้างต้นแล้ว ยังควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี ที่มีภาวะติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส เนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะ Reye’s syndrome ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
วัคซีน
· วัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส influenza A และ B ซึ่งควรฉีดปีละครั้งก่อนฤดูกาลระบาด โดยชนิดของวัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้นมีหลากหลายและมีข้อบ่งใช้ที่จำเพาะซึ่งอาจแบ่งตามจำนวนสายพันธุ์ที่ผสมในวัคซีนได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิด 3 สายพันธุ์ (trivalent) และ 4 สายพันธุ์หรือแบ่งตามลักษณะของการเตรียมวัคซีนได้ 3 ชนิด ได้แก่
o Inactivated influenza vaccine (IIV) ใช้เชื้อไวรัสที่ตายแล้วหรือทำให้หมดฤทธิ์ในการก่อโรคแล้วมาผลิตวัคซีนชนิดนี้สามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป และควรแนะนำการฉีดสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังต่างๆ
o วัคซีนชนิดนี้จะต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ในเด็กอายุ 6 เดือน – 8 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนตามฤดูกาลมาก่อน ควรได้รับการฉีด 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
· Live attenuated influenza vaccine (LAIV) ผลิตจากเชื้อที่ยังมีชีวิตแต่ถูกทำให้อ่อนแอลงไม่สามารถก่อโรคได้ แต่ยังอาจทำให้เกิดอาการในระดับไม่รุนแรงได้ เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูกไข้ต่ำ ๆ หรือเจ็บคอ วัคซีนชนิดนี้ใช้สำหรับผู้ที่มีอายุ 2-49 ปี ที่ไม่มีโรคประจำตัวหรือกำลังตั้งครรภ์
· วัคซีนนี้ใช้โดยการพ่นจมูก โดยในเด็กอายุ 6 เดือน-8 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนตามฤดูกาลมาก่อน ควรได้รับวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
· วัคซีนชนิดนี้ห้ามใช้ในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี หรือมากกว่า 50 ปีขึ้นไป หรือในเด็กที่กำลังรับประทานยากลุ่ม salicylates เช่น aspirin หรือเด็กที่มีโรคหืดหรือมีอาการหลอดลมตีบในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ไม่มีม้ามหรือม้ามไม่ทำงาน หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีน้ำในสมองรั่วซึมภายในกะโหลก ผู้ที่ได้รับการฝังประสาทหูเทียมหรือผู้ที่รับประทานยาต้านไวรัสในช่วง 48 ชั่วโมง ที่ผ่านมา (ควรรอจนครบ 17 วันหลังจากรับประทานยามื้อสุดท้าย)
· Recombinant influenza vaccine (RIV) ใช้เชื้อที่ได้จากการเลี้ยงเซลล์ ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในผู้ที่อายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป
© 2026 Siammerx Co., Ltd