ฉีดวัคซีนฟรี

โรคติดเชื้อชิเกลลา (Shigellosis) อาการ สาเหตุ การติดต่อ และการรักษา

7 จำนวนผู้เข้าชม |

13/10/2026


โรคติดเชื้อชิเกลลา (Shigellosis) อาการ สาเหตุ การติดต่อ และการรักษา

อาการท้องเสียเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย และอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิต อย่างไรก็ตาม หากมีอาการท้องเสียร่วมกับไข้ ปวดบิดในช่องท้อง หรือถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ รวมถึง “โรคติดเชื้อชิเกลลา” (Shigellosis)

โรคติดเชื้อชิเกลลาเป็นโรคที่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีการใช้ห้องน้ำร่วมกันหรือมีสุขอนามัยไม่เหมาะสม เช่น ศูนย์ดูแลเด็ก โรงเรียน และชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านสุขาภิบาล

แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นภายในประมาณ 5–7 วัน แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ วิธีการติดต่อ และแนวทางดูแลรักษาที่เหมาะสม จึงมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น

โรคติดเชื้อชิเกลลา (Shigellosis) คืออะไร

โรคติดเชื้อชิเกลลา (Shigellosis) หรือที่เรียกว่าโรคบิดจากเชื้อชิเกลลา เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร เกิดจากแบคทีเรียในสกุล Shigella ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการอักเสบของลำไส้ โดยเฉพาะบริเวณลำไส้ใหญ่

เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสีย ปวดท้อง มีไข้ และในบางรายอาจมีอุจจาระปนมูกหรือเลือด ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ในโรคบิดจากเชื้อแบคทีเรีย

แบคทีเรีย Shigella แบ่งออกเป็น 4 ชนิดหลัก ได้แก่

  • Shigella sonnei: พบเป็นสาเหตุของโรคได้บ่อยในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีระบบสุขาภิบาลค่อนข้างดี
  • Shigella flexneri: เป็นสาเหตุสำคัญของโรคในหลายพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านสุขาภิบาล
  • Shigella dysenteriae: บางสายพันธุ์สามารถสร้างสารพิษและทำให้เกิดโรครุนแรงได้
  • Shigella boydii: พบได้น้อยกว่าเชื้อบางชนิด แต่ยังสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในลำไส้ได้

ลักษณะสำคัญของเชื้อชิเกลลาคือสามารถก่อโรคได้แม้ได้รับเชื้อในปริมาณเพียงเล็กน้อย ทำให้โรคนี้แพร่กระจายได้ง่ายหากไม่มีการรักษาสุขอนามัยอย่างเหมาะสม

ทำไมโรคติดเชื้อชิเกลลาจึงสำคัญ

โรคติดเชื้อชิเกลลาไม่ได้เป็นเพียงอาการท้องเสียทั่วไป เนื่องจากเชื้อสามารถทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุลำไส้ และในบางรายอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  1. ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่: การถ่ายอุจจาระบ่อยครั้งอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือไม่สามารถดื่มน้ำทดแทนได้เพียงพอ
  2. การอักเสบของลำไส้: เชื้อชิเกลลาสามารถทำให้เยื่อบุลำไส้อักเสบ ส่งผลให้เกิดอาการปวดบิด ถ่ายอุจจาระบ่อย และอาจมีเลือดปนในอุจจาระ
  3. การแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น: ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระไปยังมือ อาหาร น้ำ หรือสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน แม้ผู้ติดเชื้อบางรายจะไม่มีอาการชัดเจนก็ตาม
  4. ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย: ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ข้ออักเสบหลังการติดเชื้อ (Reactive Arthritis) หรือกลุ่มอาการเม็ดเลือดแดงแตกและไตทำงานผิดปกติ (Hemolytic Uremic Syndrome: HUS) ซึ่งพบได้ไม่บ่อยและสัมพันธ์กับเชื้อบางสายพันธุ์

การได้รับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการรุนแรงหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง

สาเหตุและการติดต่อของโรคติดเชื้อชิเกลลา

โรคติดเชื้อชิเกลลาเกิดจากการได้รับแบคทีเรีย Shigella เข้าสู่ร่างกายทางปาก โดยส่วนใหญ่มาจากการสัมผัสสิ่งที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ ช่องทางการติดต่อที่สำคัญ ได้แก่

  1. การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ: อาหารอาจปนเปื้อนเชื้อจากผู้ประกอบอาหารที่ไม่ได้ล้างมืออย่างถูกต้องหลังใช้ห้องน้ำ หรือจากกระบวนการเตรียมอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
  2. การดื่มน้ำที่ปนเปื้อน: น้ำดื่มที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำให้สะอาดอย่างเหมาะสมอาจเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบสุขาภิบาลไม่เพียงพอ
  3. การสัมผัสผู้ติดเชื้อโดยตรง: เชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านมือที่ปนเปื้อนอุจจาระ เช่น การช่วยผู้ป่วยเข้าห้องน้ำ การเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก หรือการดูแลผู้ติดเชื้อโดยไม่ได้ล้างมือหลังสัมผัส
  4. การสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อน: ของเล่น ลูกบิดประตู ห้องน้ำ และสิ่งของที่ใช้ร่วมกันอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อ หากมีการปนเปื้อนและผู้สัมผัสนำมือเข้าปากโดยไม่ได้ล้างมือ
  5. การสัมผัสระหว่างกิจกรรมทางเพศ: เชื้อชิเกลลาสามารถติดต่อผ่านกิจกรรมทางเพศที่มีโอกาสสัมผัสอุจจาระของผู้ติดเชื้อได้

เนื่องจากเชื้อสามารถก่อโรคได้ในปริมาณน้อย การล้างมือและรักษาความสะอาดจึงเป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยง

อาการของโรคติดเชื้อชิเกลลาที่ควรสังเกต

ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการภายในประมาณ 1–2 วันหลังได้รับเชื้อ แต่ระยะเวลาที่เริ่มแสดงอาการอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ท้องเสีย: อาจเป็นอุจจาระเหลวหรือถ่ายบ่อยกว่าปกติ
  • ถ่ายเป็นมูกเลือด: ผู้ป่วยบางรายอาจพบมูกหรือเลือดปนในอุจจาระ เนื่องจากการอักเสบของลำไส้
  • ปวดท้องหรือปวดบิด: อาจมีอาการปวดเกร็งบริเวณช่องท้อง โดยเฉพาะก่อนถ่ายอุจจาระ
  • มีไข้: อุณหภูมิร่างกายอาจสูงขึ้นจากการตอบสนองต่อการติดเชื้อ
  • ปวดเบ่งถ่าย: รู้สึกอยากถ่ายอุจจาระบ่อย แม้ไม่มีอุจจาระเหลืออยู่ในลำไส้
  • อ่อนเพลีย: อาจเกิดจากการติดเชื้อ การสูญเสียน้ำ หรือการรับประทานอาหารได้น้อยลง

ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย โดยทั่วไปอาการมักดีขึ้นภายใน 5–7 วัน แต่บางรายอาจมีอาการต่อเนื่องนานกว่านั้น และอาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าการขับถ่ายจะกลับมาเป็นปกติ

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล

แม้โรคติดเชื้อชิเกลลาส่วนใหญ่จะสามารถฟื้นตัวได้ แต่ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินจากแพทย์หากมีอาการที่บ่งชี้ถึงการติดเชื้อรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน อาการที่ควรรีบไปโรงพยาบาล ได้แก่

  • ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือมีเลือดปนในอุจจาระอย่างชัดเจน
  • ปวดท้องรุนแรงหรือกดเจ็บบริเวณช่องท้องมาก
  • มีไข้สูงร่วมกับอาการท้องเสีย
  • ท้องเสียต่อเนื่องนานกว่า 3 วัน
  • อาเจียนบ่อยจนไม่สามารถดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้
  • มีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้งมาก ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
  • มีอาการซึม สับสน หรือหมดสติ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะรุนแรงและควรได้รับการดูแลฉุกเฉิน

สำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกเมื่อมีอาการผิดปกติ เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป

ใครเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อชิเกลลา

โรคติดเชื้อชิเกลลาสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่บางกลุ่มมีโอกาสได้รับเชื้อหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่

  • เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี: เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่พบการติดเชื้อได้บ่อย เนื่องจากมีพฤติกรรมสัมผัสสิ่งของและนำมือเข้าปาก รวมถึงอาจยังไม่สามารถรักษาสุขอนามัยได้อย่างเหมาะสม
  • ผู้สูงอายุ: ผู้สูงอายุบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำหรือการเจ็บป่วยรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษามะเร็ง หรือผู้ที่มีโรคที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน อาจมีอาการรุนแรงหรือใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในสถานที่แออัด: การใช้ห้องน้ำและสิ่งของร่วมกัน รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิด อาจเพิ่มโอกาสแพร่กระจายเชื้อหากไม่มีมาตรการด้านสุขอนามัยที่เหมาะสม
  • ผู้ที่เดินทางไปพื้นที่ที่มีสุขาภิบาลไม่เพียงพอ: การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาดอาจเพิ่มโอกาสได้รับเชื้อชิเกลลาและเชื้อก่อโรคทางเดินอาหารชนิดอื่น

แพทย์วินิจฉัยโรคติดเชื้อชิเกลลาอย่างไร

การวินิจฉัยโรคติดเชื้อชิเกลลาต้องอาศัยการประเมินอาการร่วมกับประวัติความเสี่ยง และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อ

  1. การซักประวัติ: แพทย์อาจสอบถามเกี่ยวกับลักษณะการถ่ายอุจจาระ ระยะเวลาที่มีอาการ ประวัติการรับประทานอาหาร การเดินทาง และการสัมผัสผู้ที่มีอาการท้องเสีย
  2. การตรวจร่างกาย: แพทย์จะประเมินความรุนแรงของอาการ เช่น ภาวะขาดน้ำ ไข้ และอาการกดเจ็บบริเวณช่องท้อง
  3. การตรวจอุจจาระ: การตรวจอุจจาระเป็นวิธีสำคัญในการตรวจหาเชื้อชิเกลลา โดยอาจใช้วิธีเพาะเชื้อหรือการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ
  4. การทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ: หากแพทย์พิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ อาจมีการทดสอบความไวของเชื้อต่อยา เพื่อช่วยเลือกยาที่เหมาะสม การตรวจดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันพบเชื้อชิเกลลาบางสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด

แนวทางการรักษาโรคติดเชื้อชิเกลลา

การรักษาโรคติดเชื้อชิเกลลาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ อายุ ภาวะสุขภาพ และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย

  1. การทดแทนน้ำและเกลือแร่: การป้องกันภาวะขาดน้ำเป็นส่วนสำคัญของการรักษา ผู้ป่วยควรได้รับน้ำและเกลือแร่อย่างเพียงพอ โดยอาจใช้สารละลายเกลือแร่สำหรับท้องเสีย (Oral Rehydration Salts: ORS) ตามความเหมาะสม หากมีภาวะขาดน้ำรุนแรงหรือไม่สามารถดื่มน้ำได้ แพทย์อาจพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
  2. การพักผ่อนและดูแลตามอาการ: ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงมักสามารถฟื้นตัวได้ด้วยการพักผ่อนและการได้รับน้ำอย่างเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะทุกราย
  3. การใช้ยาปฏิชีวนะ: แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ยาที่อาจใช้ในการรักษา ได้แก่ Azithromycin หรือ Ciprofloxacin อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ยาต้องพิจารณาจากอายุ ภาวะสุขภาพ ความรุนแรงของโรค และข้อมูลการดื้อยาของเชื้อ ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เนื่องจากการใช้ยาไม่เหมาะสมอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา
  4. ข้อควรระวังเกี่ยวกับยาหยุดถ่าย: ผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อชิเกลลา โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการถ่ายเป็นเลือด ไม่ควรใช้ยาหยุดถ่ายที่ออกฤทธิ์ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น Loperamide โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ยากลุ่มดังกล่าวอาจทำให้อาการของโรคแย่ลงได้

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคติดเชื้อชิเกลลา

การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมมีส่วนช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น

  • ดื่มน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ และใช้สารละลายเกลือแร่สำหรับท้องเสียเมื่อมีการสูญเสียน้ำจากการถ่ายอุจจาระ
  • รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย: เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุก และรับประทานได้ตามความเหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้อาการท้องเสียหรือปวดท้องมากขึ้น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: การพักผ่อนช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากการติดเชื้อและลดความอ่อนเพลีย
  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด: ควรล้างมือทุกครั้งหลังใช้ห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหาร และก่อนสัมผัสสิ่งของที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการประกอบอาหารให้ผู้อื่นขณะป่วย: ผู้ติดเชื้อควรหลีกเลี่ยงการเตรียมหรือประกอบอาหารให้ผู้อื่นในช่วงที่มีอาการท้องเสีย เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อ
  • สังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง: หากมีอาการถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง ปวดท้องรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์

วิธีป้องกันโรคติดเชื้อชิเกลลา

การป้องกันโรคติดเชื้อชิเกลลาเน้นการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ความปลอดภัยของอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงการลดโอกาสสัมผัสเชื้อจากผู้ติดเชื้อ

  1. ล้างมืออย่างถูกวิธี: ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังใช้ห้องน้ำ หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนเตรียมหรือรับประทานอาหาร
  2. รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุก: ควรเลือกอาหารที่ผ่านการปรุงอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจปนเปื้อนจากการจัดเก็บหรือการเตรียมอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
  3. ดื่มน้ำสะอาด: ควรเลือกน้ำดื่มที่ผ่านกระบวนการทำให้ปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำจากแหล่งที่ไม่มั่นใจในความสะอาด
  4. ทำความสะอาดห้องน้ำและพื้นผิวที่ใช้ร่วมกัน: ควรทำความสะอาดห้องน้ำ อุปกรณ์เปลี่ยนผ้าอ้อม และพื้นผิวที่มีโอกาสปนเปื้อนอุจจาระอย่างเหมาะสม
  5. หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำขณะมีอาการท้องเสีย: ผู้ที่มีอาการท้องเสียควรงดว่ายน้ำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อผ่านน้ำ
  6. หลีกเลี่ยงกิจกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อ: ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดเชื้อชิเกลลาควรงดกิจกรรมทางเพศจนกว่าจะพ้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังอาการท้องเสียสิ้นสุดลง เพื่อลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อ
  7. หยุดเรียนหรือหยุดงานเมื่อมีอาการ: ผู้ที่มีอาการท้องเสียควรหลีกเลี่ยงการไปโรงเรียนหรือสถานที่ทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะงานเกี่ยวกับอาหาร การดูแลเด็ก และการดูแลผู้ป่วย การกลับไปเรียนหรือทำงานควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์และข้อกำหนดด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง

โรคติดเชื้อชิเกลลาแตกต่างจากอาหารเป็นพิษทั่วไปอย่างไร

โรคติดเชื้อชิเกลลาเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเจ็บป่วยจากอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ แต่มีลักษณะบางประการที่ควรทราบ

ประเด็น โรคติดเชื้อชิเกลลา อาหารเป็นพิษหรือท้องเสียจากสาเหตุอื่น
สาเหตุ แบคทีเรีย Shigella อาจเกิดจากแบคทีเรีย ไวรัส สารพิษ หรือสาเหตุอื่น
อาการสำคัญ ท้องเสีย ปวดบิด มีไข้ และอาจถ่ายเป็นมูกเลือด อาการแตกต่างตามสาเหตุ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้อง
การติดต่อ ติดต่อผ่านการปนเปื้อนอุจจาระ รวมถึงจากคนสู่คน ขึ้นอยู่กับเชื้อหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค
ระยะเวลาของอาการ โดยทั่วไปประมาณ 5–7 วัน แตกต่างกันตามสาเหตุและความรุนแรง
การรักษา เน้นทดแทนน้ำและเกลือแร่ บางรายต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถวินิจฉัยโรคติดเชื้อชิเกลลาจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ เนื่องจากโรคติดเชื้อในลำไส้หลายชนิดอาจมีอาการคล้ายกัน หากมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดหรือสงสัยการติดเชื้อรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

ใครควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์

ผู้ที่มีอาการท้องเสียควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติหรือมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่

  • เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
  • ผู้สูงอายุที่มีอาการท้องเสียหรือรับประทานอาหารและน้ำได้น้อย
  • หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการท้องเสียรุนแรงหรือมีภาวะขาดน้ำ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต หรือโรคที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรืออยู่ระหว่างการรักษามะเร็ง
  • ผู้ที่มีอาการถ่ายเป็นเลือด มีไข้ หรือปวดท้องรุนแรง
  • ผู้ที่มีอาการท้องเสียต่อเนื่องหรืออาการไม่ดีขึ้น
  • ผู้ที่มีอาการผิดปกติหลังได้รับยาปฏิชีวนะ

การประเมินจากแพทย์จะช่วยให้สามารถระบุสาเหตุของอาการและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

สรุป

โรคติดเชื้อชิเกลลา (Shigellosis) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากเชื้อ Shigella โดยสามารถติดต่อผ่านอาหาร น้ำ มือ หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ

อาการสำคัญ ได้แก่ ท้องเสีย ปวดบิดในช่องท้อง มีไข้ และอาจถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการดีขึ้นภายในประมาณ 5–7 วัน แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์

การรักษาสุขอนามัย การล้างมืออย่างถูกวิธี การรับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด รวมถึงการหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อขณะเจ็บป่วย เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรค หากมีอาการท้องเสียร่วมกับถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง ปวดท้องรุนแรง หรือมีสัญญาณของภาวะขาดน้ำ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง

  1. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Shigella Infection
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Treatment of Shigella Infection
  3. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Preventing Shigella Infection

© 2026 Siammerx Co., Ltd