ฉีดวัคซีนฟรี

ไข้ไทฟอยด์ (Typhoid Fever) อาการ สาเหตุ การรักษา และการป้องกัน

48 จำนวนผู้เข้าชม |

13/10/2026


ไข้ไทฟอยด์ (Typhoid Fever) อาการ สาเหตุ การรักษา และการป้องกัน

ไข้สูงต่อเนื่อง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และปวดท้อง อาจดูคล้ายกับการติดเชื้อทั่วไป แต่ในบางกรณีอาจเกิดจาก “ไข้ไทฟอยด์” (Typhoid Fever) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

โรคนี้สัมพันธ์กับการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ จึงพบได้มากในพื้นที่ที่ระบบสุขาภิบาลและการเข้าถึงน้ำสะอาดยังมีข้อจำกัด ผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดจึงควรให้ความสำคัญกับสุขอนามัยของอาหารและน้ำ รวมถึงพิจารณาการฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

ไข้ไทฟอยด์ คืออะไร

ไข้ไทฟอยด์ (Typhoid Fever) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Salmonella enterica serovar Typhi หรือ Salmonella Typhi เชื้อนี้อาศัยอยู่ในมนุษย์และสามารถแพร่กระจายผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อหรือผู้ที่เป็นพาหะ

เมื่อรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อสามารถเพิ่มจำนวนในระบบทางเดินอาหาร ก่อนแพร่เข้าสู่กระแสเลือดและส่งผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ต่อเนื่องและอาการทางระบบอื่นร่วมด้วย

ไข้ไทฟอยด์แตกต่างจากการติดเชื้อ Salmonella บางชนิดที่มักทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ เนื่องจาก Salmonella Typhi สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อทั่วร่างกายและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ทำไมไข้ไทฟอยด์จึงสำคัญ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่าในปี 2019 มีผู้ป่วยไข้ไทฟอยด์ทั่วโลกประมาณ 9 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 110,000 รายต่อปี โดยโรคยังคงเป็นปัญหาสำคัญในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำสะอาดหรือมีระบบสุขาภิบาลไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ ปัญหาเชื้อ Salmonella Typhi ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ทำให้การเลือกยารักษามีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้ที่สงสัยว่าเป็นไข้ไทฟอยด์จึงไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง แต่ควรได้รับการตรวจและรักษาจากแพทย์

ไข้ไทฟอยด์ติดต่อได้อย่างไร

การแพร่เชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางอาหารและน้ำ โดยปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยง ได้แก่

  • ดื่มน้ำที่ไม่สะอาดหรือมีการปนเปื้อนเชื้อ
  • รับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกหรือจัดเตรียมอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ
  • รับประทานผักหรือผลไม้ดิบที่ล้างด้วยน้ำไม่สะอาด
  • ไม่ล้างมือให้สะอาดหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานหรือเตรียมอาหาร
  • อยู่หรือเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดและมีระบบสุขาภิบาลไม่เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อหรือผู้ที่ยังเป็นพาหะของเชื้อ

แม้ผู้ป่วยจะหายจากอาการแล้ว บางรายอาจยังมีเชื้ออยู่ในร่างกายและสามารถแพร่เชื้อผ่านอุจจาระได้ จึงอาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตามตามคำแนะนำของแพทย์

อาการของไข้ไทฟอยด์ที่ควรสังเกต

อาการของโรคอาจค่อย ๆ เกิดขึ้นและมีความแตกต่างกันในแต่ละคน อาการที่พบได้ ได้แก่

  • ไข้สูงต่อเนื่อง โดยอาจสูงประมาณ 39–40 องศาเซลเซียส
  • ปวดศีรษะ
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • ปวดท้อง
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • ท้องผูกหรือท้องเสีย
  • ไอในบางราย
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • อาจพบผื่นจุดสีชมพูจาง ๆ บริเวณลำตัวในผู้ป่วยบางราย

อาการเหล่านี้สามารถคล้ายกับโรคติดเชื้อชนิดอื่นได้ การดูจากอาการเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถยืนยันว่าเป็นไข้ไทฟอยด์ได้

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล

ไข้ไทฟอยด์อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม หากมีไข้สูงต่อเนื่องและรู้สึกป่วยมาก ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินโดยเร็ว

ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการ เช่น

  • ปวดท้องรุนแรงหรือปวดท้องมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ท้องแข็งหรือกดเจ็บมากผิดปกติ
  • มีเลือดออกในทางเดินอาหาร เช่น ถ่ายเป็นเลือดหรืออุจจาระดำ
  • อาเจียนมากจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้
  • มีอาการซึม สับสน หรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง
  • มีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง
  • อาการโดยรวมทรุดลงอย่างรวดเร็ว

ภาวะแทรกซ้อนสำคัญของโรค ได้แก่ เลือดออกในทางเดินอาหารและลำไส้ทะลุ ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนในโรงพยาบาล

แพทย์วินิจฉัยไข้ไทฟอยด์อย่างไร

เนื่องจากอาการของไข้ไทฟอยด์คล้ายกับโรคติดเชื้อหลายชนิด แพทย์อาจเริ่มจากการซักประวัติ เช่น อาการ ระยะเวลาที่มีไข้ อาหารที่รับประทาน และประวัติการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีไข้ไทฟอยด์ระบาด

การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญคือ การเพาะเชื้อจากเลือด (Blood Culture) เพื่อค้นหาเชื้อ Salmonella Typhi และในบางกรณีอาจมีการเก็บตัวอย่างอื่นเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์

การตรวจความไวต่อยาปฏิชีวนะอาจมีความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันพบเชื้อที่ดื้อต่อยาหลายชนิดเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเลือกยาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

แนวทางการรักษาไข้ไทฟอยด์

การรักษาหลักของไข้ไทฟอยด์คือ ยาปฏิชีวนะ โดยแพทย์จะพิจารณาชนิดของยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย ประวัติการเดินทาง ความรุนแรงของโรค และข้อมูลการดื้อยาของเชื้อ

ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามแพทย์สั่งและรับประทานให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด แม้อาการจะเริ่มดีขึ้นแล้วก็ตาม ไม่ควรหยุดยา เปลี่ยนยา หรือซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เนื่องจากอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลและเพิ่มปัญหาการดื้อยา

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน หรือไม่สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

หลังการรักษา ผู้ป่วยบางรายอาจยังมีเชื้ออยู่ในร่างกายแม้อาการหายแล้ว แพทย์จึงอาจพิจารณาตรวจติดตาม โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาหาร การดูแลผู้ป่วย หรือเด็กเล็ก

วิธีดูแลตัวเองระหว่างรักษา

นอกจากการใช้ยาตามแพทย์สั่งแล้ว การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมมีส่วนช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น ได้แก่

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุก
  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดหลังเข้าห้องน้ำ
  • รับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่แพทย์กำหนด
  • หลีกเลี่ยงการเตรียมหรือเสิร์ฟอาหารให้ผู้อื่นในช่วงที่ยังสามารถแพร่เชื้อได้
  • ไปตรวจติดตามตามนัด โดยเฉพาะหากแพทย์ต้องการตรวจว่าร่างกายยังมีเชื้ออยู่หรือไม่
  • หากอาการกลับมาเป็นซ้ำหลังการรักษา ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

ป้องกันไข้ไทฟอยด์ได้อย่างไร

การป้องกันมุ่งเน้นการลดโอกาสได้รับเชื้อจากอาหารและน้ำ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

  • เลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัย: ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และยังร้อน หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรืออาหารที่ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาด
  • เลือกน้ำดื่มที่ปลอดภัย: ในพื้นที่ที่ไม่มั่นใจเรื่องคุณภาพน้ำ ควรเลือกน้ำบรรจุขวดที่ปิดสนิทหรือน้ำที่ผ่านกระบวนการทำให้ปลอดภัย และควรระวังน้ำแข็งที่ไม่ทราบแหล่งที่มาของน้ำ
  • ล้างมือเป็นประจำ: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำก่อนรับประทานหรือเตรียมอาหาร รวมถึงหลังเข้าห้องน้ำ
  • ระมัดระวังผักและผลไม้สด: ควรล้างด้วยน้ำสะอาด และหากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงควรเลือกรับประทานผลไม้ที่สามารถปอกเปลือกเองได้
  • พิจารณาวัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์: วัคซีนสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้ โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่พบโรคบ่อย อย่างไรก็ตาม วัคซีนไม่สามารถป้องกันได้ 100% จึงยังต้องให้ความสำคัญกับความสะอาดของอาหาร น้ำ และสุขอนามัยส่วนบุคคล

ผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศสามารถปรึกษาแพทย์หรือคลินิกเวชศาสตร์การเดินทางเพื่อประเมินความจำเป็นของวัคซีนตามจุดหมายปลายทาง อายุ ประวัติสุขภาพ และชนิดของวัคซีนที่มีให้บริการ

ใครควรปรึกษาแพทย์

ควรพบแพทย์หากมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นไข้ไทฟอยด์ โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้

  • มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน
  • มีไข้ร่วมกับปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูกผิดปกติ
  • มีไข้หลังเดินทางกลับจากพื้นที่ที่พบไข้ไทฟอยด์
  • มีประวัติรับประทานอาหารหรือน้ำที่อาจปนเปื้อน
  • อาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงขึ้น
  • เป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือมีโรคประจำตัว
  • เคยได้รับการรักษาไข้ไทฟอยด์แล้วแต่อาการกลับมาอีก
  • ทำงานเกี่ยวข้องกับการเตรียมอาหาร การดูแลผู้ป่วย หรือเด็กเล็ก และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้ไทฟอยด์

หากสงสัยว่าเป็นโรค ควรแจ้งประวัติการเดินทางและพื้นที่ที่เดินทางให้แพทย์ทราบ เพราะข้อมูลดังกล่าวอาจมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษา

สรุป

ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย Salmonella Typhi ซึ่งแพร่ผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน อาการสำคัญคือไข้สูงต่อเนื่อง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดท้อง และอาจมีท้องเสียหรือท้องผูก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

การรักษาหลักคือยาปฏิชีวนะที่แพทย์เลือกให้เหมาะสมกับผู้ป่วยและสถานการณ์การดื้อยา ส่วนการลดความเสี่ยงสามารถทำได้ด้วยการรับประทานอาหารและน้ำที่ปลอดภัย รักษาสุขอนามัย ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ และพิจารณาวัคซีนเมื่อมีความเสี่ยงหรือก่อนเดินทางไปยังพื้นที่ที่พบโรคบ่อย

หากมีไข้สูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง ไม่ควรวินิจฉัยหรือใช้ยาปฏิชีวนะด้วยตนเอง ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม

จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง

  1. World Health Organization (WHO). Typhoid
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Clinical Guidance for Typhoid Fever and Paratyphoid Fever
  3. National Health Service (NHS). Typhoid fever

© 2026 Siammerx Co., Ltd