อาการคันบริเวณซอกนิ้วเท้า ผิวลอก แตก หรือเป็นขุย อาจเป็นสัญญาณของ Athlete’s foot หรือ Tinea pedis ซึ่งเป็นการติดเชื้อราบริเวณผิวหนังที่เท้าที่พบได้บ่อย แม้ชื่อภาษาอังกฤษจะมีคำว่า “Athlete” แต่โรคนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในนักกีฬา ทุกคนสามารถเป็นได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีเหงื่อออกมาก ใส่รองเท้าที่อับชื้นเป็นเวลานาน หรือเดินเท้าเปล่าในพื้นที่ส่วนกลางที่มีความชื้น
Athlete’s foot โดยทั่วไปสามารถรักษาได้ แต่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ โดยเฉพาะหากเท้ายังคงอับชื้นหรือสัมผัสเชื้อราอีก การรู้จักอาการและดูแลเท้าอย่างเหมาะสมจึงมีส่วนสำคัญทั้งในการรักษาและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
Athlete’s Foot คืออะไร
Athlete’s foot หรือ Tinea pedis คือการติดเชื้อรากลุ่ม dermatophytes ที่ผิวหนังบริเวณเท้า เชื้อราเหล่านี้เจริญได้ดีในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและชื้น จึงมักพบปัญหาบริเวณซอกนิ้วเท้า โดยเฉพาะระหว่างนิ้วเท้าที่ 4 และ 5
เชื้อราที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ Trichophyton rubrum, Trichophyton interdigitale และ Epidermophyton floccosum
ลักษณะของโรคไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะซอกนิ้วเท้า บางคนอาจมีผิวแห้งและเป็นขุยบริเวณฝ่าเท้าหรือด้านข้างของเท้า ขณะที่บางรายอาจเกิดตุ่มน้ำร่วมด้วย
ทำไมเชื้อราที่เท้าจึงควรได้รับการดูแล
แม้ Athlete’s foot ส่วนใหญ่มักไม่ใช่ภาวะรุนแรง แต่หากปล่อยไว้ อาการอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันจากอาการคัน แสบ หรือผิวแตก และเชื้อราอาจแพร่ไปยังบริเวณอื่น เช่น เล็บเท้า มือ หรือผิวหนังส่วนอื่นของร่างกายได้
นอกจากนี้ ผิวหนังที่แตกจากการเกาหรือการอักเสบอาจเพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวาน มีการไหลเวียนเลือดบริเวณเท้าไม่ดี หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของ Athlete’s Foot
โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อราที่สามารถแพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรง หรือผ่านพื้นผิวและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อน ปัจจัยที่อาจเพิ่มโอกาสเกิดโรค ได้แก่
- เท้าเปียกหรือมีเหงื่อออกมาก ความชื้นทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญของเชื้อรา
- ใส่รองเท้าที่ระบายอากาศไม่ดีเป็นเวลานาน ทำให้บริเวณเท้าอบอุ่นและชื้น
- เดินเท้าเปล่าในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ห้องอาบน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือบริเวณรอบสระว่ายน้ำ
- ใช้รองเท้า ถุงเท้า หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น อาจเพิ่มโอกาสสัมผัสเชื้อ
- มีผิวหนังบริเวณเท้าบาดเจ็บหรือแตก ทำให้เชื้อเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายขึ้น
- มีโรคเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาที่เท้าและภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ
อาการของ Athlete’s Foot ที่ควรสังเกต
อาการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยอาการที่พบได้ ได้แก่
- คันบริเวณซอกนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้า
- ผิวหนังลอก เป็นขุย หรือเปื่อย โดยเฉพาะบริเวณระหว่างนิ้วเท้า
- ผิวแตกและอาจรู้สึกเจ็บหรือแสบ
- ผิวบริเวณเท้าอักเสบหรือเปลี่ยนสี
- ผิวหนาหรือแห้งเป็นขุยบริเวณฝ่าเท้าและด้านข้างของเท้า
- มีตุ่มน้ำใสในบางราย
- อาจมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะเมื่อบริเวณซอกนิ้วมีความชื้น
อย่างไรก็ตาม อาการคัน ผิวลอก หรือผิวแตกที่เท้าไม่ได้หมายความว่าเป็นเชื้อราเสมอไป เพราะโรคผิวหนังชนิดอื่น เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงิน หรือการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด อาจมีลักษณะคล้ายกันได้
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ หากมีอาการดังต่อไปนี้
- ใช้ยาฆ่าเชื้อราตามคำแนะนำแล้วอาการไม่ดีขึ้น
- มีอาการปวดมากหรืออาการลุกลาม
- เท้าหรือขามีอาการบวม ร้อน เจ็บ หรือแดงมาก ซึ่งอาจบ่งถึงการติดเชื้ออื่นร่วมด้วย
- มีแผล มีหนอง หรือผิวหนังแตกมาก
- เชื้อราหรือผื่นลักษณะคล้ายกันแพร่ไปยังมือ เล็บ หรือบริเวณอื่น
- เป็นซ้ำบ่อย
- มีโรคเบาหวาน
- มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือกำลังได้รับยาที่กดภูมิคุ้มกัน
ผู้ที่เป็นเบาหวานควรให้ความสำคัญกับความผิดปกติบริเวณเท้าเป็นพิเศษ เนื่องจากปัญหาที่เท้าบางชนิดอาจมีความซับซ้อนและควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
แพทย์วินิจฉัย Athlete’s Foot อย่างไร
หลายกรณีสามารถประเมินได้จากลักษณะของผิวหนังและตำแหน่งที่เกิดอาการ แพทย์อาจตรวจบริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น เล็บเท้า มือ หรือขาหนีบ เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อราในบริเวณอื่นหรือไม่
หากลักษณะของโรคไม่ชัดเจน เป็นซ้ำ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา อาจเก็บตัวอย่างผิวหนังบริเวณที่ผิดปกติเพื่อตรวจหาเชื้อรา ซึ่งช่วยแยกจากโรคอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน
แนวทางการรักษา Athlete’s Foot
การรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะและความรุนแรงของการติดเชื้อ โดยกรณีที่ไม่รุนแรงมักใช้ ยาฆ่าเชื้อราสำหรับทาภายนอก ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น ครีม สเปรย์ หรือผง
ยาฆ่าเชื้อราที่ใช้กับผิวหนังมีหลายชนิด การเลือกใช้และระยะเวลารักษาจะแตกต่างกันตามตัวยาและผลิตภัณฑ์ จึงควรอ่านฉลากและใช้ตามคำแนะนำ หรือสอบถามเภสัชกรก่อนใช้ โดยเฉพาะในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาอื่นเป็นประจำ
หากอาการเป็นบริเวณกว้าง รุนแรง เป็นซ้ำ หรือไม่ตอบสนองต่อยาทาฆ่าเชื้อรา แพทย์อาจพิจารณายาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานตามความเหมาะสม ซึ่งไม่ควรซื้อมาใช้เอง เนื่องจากยาบางชนิดมีข้อห้าม ผลข้างเคียง หรือปฏิกิริยากับยาอื่นได้
วิธีดูแลตัวเองและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
การลดความชื้นและรักษาความสะอาดของเท้าเป็นส่วนสำคัญในการควบคุม Athlete’s foot และลดโอกาสเกิดซ้ำ
- ล้างเท้าและเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว
- เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน หรือเปลี่ยนเมื่อเปียกชื้นจากเหงื่อ
- หลีกเลี่ยงรองเท้าที่ทำให้เท้าร้อนและอับชื้นเป็นเวลานาน
- ปล่อยให้รองเท้าแห้งก่อนนำกลับมาใส่อีกครั้ง
- สวมรองเท้าแตะในห้องอาบน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า และพื้นที่ส่วนกลางที่เปียกชื้น
- ไม่ใช้รองเท้า ถุงเท้า หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการเกาบริเวณที่ติดเชื้อ เพราะอาจทำให้ผิวหนังบาดเจ็บและเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อไปยังบริเวณอื่น
- หากใช้ยาฆ่าเชื้อรา ควรใช้ตามระยะเวลาที่ฉลากหรือบุคลากรทางการแพทย์แนะนำ แม้อาการจะเริ่มดีขึ้นแล้วก็ตาม
ใครควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรักษาด้วยตนเอง
ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์หากไม่แน่ใจว่าอาการเกิดจากเชื้อราหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มต่อไปนี้
- ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ที่มีปัญหาการไหลเวียนเลือดบริเวณเท้า
- ผู้ที่มีแผลหรือการติดเชื้อบริเวณเท้า
- เด็กเล็ก
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือเป็นซ้ำบ่อย
- ผู้ที่ใช้ยาเป็นประจำและกำลังพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทาน
สรุป
Athlete’s foot หรือ Tinea pedis เป็นการติดเชื้อราบริเวณเท้าที่พบได้บ่อย มักเกิดบริเวณซอกนิ้วเท้าและทำให้มีอาการคัน ผิวลอก เป็นขุย หรือผิวแตก ความชื้น เหงื่อ รองเท้าที่อับ และการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค
การรักษามักประกอบด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อราที่เหมาะสมควบคู่กับการรักษาเท้าให้สะอาดและแห้ง หากอาการไม่ดีขึ้น ลุกลาม มีอาการปวด บวม ร้อน หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
จัดทำโดย: พญ. นัทจิรา จียาศักดิ์
แหล่งอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Symptoms of Ringworm
- National Health Service (NHS). Athlete’s foot
- DermNet. Tinea pedis (fungal foot infection)
TH
EN
CN
JAP
AR