Sporotrichosis หรือโรคสปอโรทริโคซิส เป็นโรคติดเชื้อราที่พบได้ทั้งในคนและสัตว์ โดยส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลเล็ก ๆ หลังสัมผัสดิน พืช หรือวัสดุจากธรรมชาติที่มีเชื้อปนเปื้อน รวมถึงการถูกสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะแมว ข่วนหรือกัด
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการเฉพาะที่ผิวหนัง แต่ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้ออาจแพร่ไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้ การรู้จักลักษณะอาการและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
Sporotrichosis คืออะไร
Sporotrichosis เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อราในสกุล Sporothrix เชื้อเหล่านี้พบได้ตามธรรมชาติในดิน พืช เศษไม้ หญ้าแห้ง และวัสดุอินทรีย์ต่าง ๆ
โรคนี้บางครั้งเรียกว่า Rose Gardener’s Disease เนื่องจากในอดีตพบการติดเชื้อจากบาดแผลที่เกิดจากหนามกุหลาบหรือการทำสวน อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อสามารถเกิดจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมชนิดอื่น รวมถึงสัตว์ที่ติดเชื้อได้เช่นกัน
เชื้อรา Sporothrix brasiliensis เป็นอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากสามารถแพร่จากแมวสู่คนได้ โดยพบปัญหานี้อย่างเด่นชัดในบางพื้นที่ของทวีปอเมริกาใต้
Sporotrichosis ติดต่อได้อย่างไร
การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังที่มีบาดแผล เช่น
- ถูกหนาม กิ่งไม้ หรือเศษพืชตำหรือบาด
- สัมผัสดินหรือวัสดุจากพืชที่มีเชื้อผ่านบาดแผล
- ถูกแมวที่ติดเชื้อข่วนหรือกัด
- สัมผัสสารคัดหลั่งจากแผลของสัตว์ที่ติดเชื้อผ่านผิวหนังที่มีบาดแผล
- ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับดิน พืช งานสวน หรือการเกษตรโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน
ในบางกรณีที่พบได้น้อย เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจหรือบริเวณดวงตาได้
อาการที่ควรสังเกต
อาการของ Sporotrichosis แตกต่างกันตามตำแหน่งและรูปแบบของการติดเชื้อ โดยอาการทางผิวหนังเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด
การติดเชื้อที่ผิวหนัง
อาการอาจเริ่มปรากฏภายในประมาณ 1–12 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ โดยอาจพบว่า
- มีตุ่มขนาดเล็กสีแดง ชมพู หรือม่วงบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ผิวหนัง
- ตุ่มในระยะแรกอาจไม่เจ็บ
- ตุ่มอาจค่อย ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น
- อาจกลายเป็นแผลเปิดหรือมีหนอง
- อาจมีตุ่มหลายตุ่มเกิดเรียงต่อกันตามแนวท่อน้ำเหลืองจากตำแหน่งที่ติดเชื้อ
ลักษณะตุ่มหรือแผลดังกล่าวอาจคล้ายโรคผิวหนังหรือการติดเชื้อชนิดอื่น จึงไม่สามารถวินิจฉัยโรคจากลักษณะแผลเพียงอย่างเดียวได้
การติดเชื้อบริเวณดวงตา
อาจพบอาการ เช่น
- ตาแดง
- หนังตาบวมหรือแดง
- ปวดตา
- การมองเห็นเปลี่ยนแปลง
การติดเชื้อที่ปอด
พบได้น้อยกว่า อาจมีอาการ เช่น
- ไอ
- หายใจลำบาก
- เจ็บหน้าอก
- มีไข้
การติดเชื้อแบบแพร่กระจาย
ในบางรายเชื้อสามารถแพร่จากตำแหน่งเริ่มต้นไปยังส่วนอื่นของร่างกาย เช่น กระดูก ข้อต่อ หรือระบบประสาทส่วนกลาง โดยมักพบได้มากขึ้นในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ใครมีความเสี่ยงมากขึ้น
ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อหรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่
- ผู้ที่ทำสวนหรือทำงานด้านเกษตร
- ผู้ที่สัมผัสดิน พืช หญ้าแห้ง หรือไม้เป็นประจำ
- สัตวแพทย์หรือผู้ที่ดูแลสัตว์
- ผู้ที่สัมผัสแมวที่มีแผลผิดปกติ
- ผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งซึ่งอาจเกิดบาดแผลจากพืชหรือดิน
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่รุนแรงหรือแพร่กระจายมากขึ้น
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์หากมีตุ่มหรือแผลที่ผิวหนังหลังจากถูกหนามตำ ทำสวน สัมผัสดิน หรือถูกแมวข่วนหรือกัด โดยเฉพาะเมื่อแผลไม่ดีขึ้นหรือมีตุ่มเพิ่มขึ้นตามแนวแขนหรือขา
ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็วหากมีอาการ เช่น
- แผลหรือตุ่มเพิ่มจำนวนหรือขยายตัวต่อเนื่อง
- มีอาการตาแดง ปวดตา หรือการมองเห็นผิดปกติหลังสัมผัสสัตว์ที่สงสัยว่าติดเชื้อ
- มีไข้ร่วมกับไอ หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอก
- มีอาการปวดหรือบวมบริเวณกระดูกหรือข้อต่อ
- มีภูมิคุ้มกันบกพร่องและเกิดแผลผิวหนังผิดปกติ
หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบากมาก อาการทางระบบประสาท หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรรีบไปโรงพยาบาล
แพทย์วินิจฉัยอย่างไร
เนื่องจากแผลของ Sporotrichosis อาจมีลักษณะคล้ายโรคผิวหนังและโรคติดเชื้อชนิดอื่น แพทย์อาจซักประวัติเกี่ยวกับการสัมผัสดิน พืช การทำสวน การถูกสัตว์กัดหรือข่วน และตรวจลักษณะของรอยโรค
การตรวจที่สำคัญคือการเก็บตัวอย่างจากบริเวณที่สงสัย เช่น เนื้อเยื่อ ของเหลว หรือสารคัดหลั่งจากแผล เพื่อนำไปเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ การเพาะเชื้อและระบุเชื้อ Sporothrix เป็นวิธีสำคัญในการยืนยันการวินิจฉัย
ในบางกรณีอาจมีการตรวจชิ้นเนื้อ การตรวจทางพยาธิวิทยา หรือการตรวจทางโมเลกุลเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
แนวทางการรักษา
Sporotrichosis จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านเชื้อรา โดยแนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการติดเชื้อ ความรุนแรง ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย โรคประจำตัว และดุลยพินิจของแพทย์
สำหรับการติดเชื้อที่ผิวหนัง แพทย์มักพิจารณาใช้ยาต้านเชื้อรา เช่น itraconazole และการรักษามักใช้เวลาหลายเดือน
ในผู้ที่มีการติดเชื้อรุนแรงหรือเชื้อแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น อาจจำเป็นต้องใช้ยาต้านเชื้อราแบบให้ทางหลอดเลือดดำ เช่น amphotericin B ก่อนปรับการรักษาตามอาการและการตอบสนองของผู้ป่วย
ไม่ควรซื้อยาต้านเชื้อรามารับประทานเอง เนื่องจากชนิดยา ระยะเวลาการรักษา ผลข้างเคียง และปฏิกิริยาระหว่างยาจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม
วิธีลดความเสี่ยงเบื้องต้น
แม้ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทุกกรณี แต่สามารถช่วยลดโอกาสสัมผัสเชื้อได้ เช่น
- สวมถุงมือ เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และรองเท้าที่เหมาะสมเมื่อต้องทำสวนหรือสัมผัสดินและพืช
- ระมัดระวังไม่ให้เกิดบาดแผลจากหนามหรือเศษไม้
- ล้างบาดแผลจากการถูกสัตว์ข่วนหรือกัดด้วยสบู่และน้ำโดยเร็ว
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลหรือสารคัดหลั่งของแมวที่มีแผลผิดปกติโดยตรง
- หากพบว่าแมวมีแผลเรื้อรัง ตุ่ม หรือรอยโรคผิดปกติ ควรพาไปพบสัตวแพทย์
- หากเกิดแผลผิดปกติหลังสัมผัสดิน พืช หรือสัตว์ ควรปรึกษาแพทย์
สรุป
Sporotrichosis เป็นโรคติดเชื้อราจากเชื้อในสกุล Sporothrix ซึ่งมักเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลจากการสัมผัสดิน พืช หรือสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะแมว อาการส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณผิวหนัง เริ่มจากตุ่มเล็ก ๆ และอาจพัฒนาเป็นแผลหรือตุ่มหลายตำแหน่งตามแนวท่อน้ำเหลือง
หากมีแผลผิดปกติหลังถูกหนามตำ ทำสวน หรือถูกแมวข่วนหรือกัด และแผลไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ไม่ควรรักษาด้วยยาต้านเชื้อราด้วยตนเอง เนื่องจากโรคอาจต้องใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน และในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจเกิดการติดเชื้อที่รุนแรงหรือแพร่กระจายได้
จัดทำโดย: พญ. นัทจิรา จียาศักดิ์
แหล่งอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Sporotrichosis
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Sporotrichosis Basics
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Clinical Overview of Sporotrichosis
TH
EN
CN
JAP
AR