ฉีดวัคซีนฟรี

เสียงแหบ: สาเหตุ อาการ การดูแล และเมื่อไหร่ควรพบแพทย์

53 จำนวนผู้เข้าชม |

26/08/2026


เสียงแหบ: สาเหตุ อาการ การดูแล และเมื่อไหร่ควรพบแพทย์

เสียงแหบเป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยอาจเกิดขึ้นหลังจากเป็นหวัด ใช้เสียงเป็นเวลานาน ตะโกน หรือร้องเพลงมากกว่าปกติ ในหลายกรณีอาการสามารถค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อกล่องเสียงและเส้นเสียงได้พัก อย่างไรก็ตาม หากเสียงแหบเป็นต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ เป็นซ้ำบ่อย หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย อาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง

เนื่องจากเสียงแหบไม่ได้เกิดจากความผิดปกติชนิดเดียว แต่สามารถเกี่ยวข้องได้ตั้งแต่การอักเสบชั่วคราวไปจนถึงความผิดปกติของเส้นเสียง การสังเกตระยะเวลาของอาการและอาการร่วมจึงมีส่วนสำคัญในการพิจารณาว่าควรดูแลตนเองเบื้องต้นหรือควรพบแพทย์

เสียงแหบคืออะไร

เสียงแหบ หรือภาวะเสียงผิดปกติ (Hoarseness หรือ Dysphonia) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพเสียงจากปกติ เสียงอาจฟังดูหยาบ พร่า มีลมปน เบาลง หรือมีระดับเสียงสูงหรือต่ำกว่าปกติ บางคนอาจรู้สึกว่าต้องออกแรงในการพูดมากขึ้น หรือไม่สามารถใช้เสียงได้นานเหมือนเดิม

เสียงของคนเราเกิดจากการสั่นของเส้นเสียง ซึ่งอยู่ภายในกล่องเสียง เมื่ออากาศจากปอดเคลื่อนผ่าน เส้นเสียงจะสั่นและก่อให้เกิดเสียง หากเส้นเสียงเกิดการอักเสบ บวม ระคายเคือง มีรอยโรค หรือเคลื่อนไหวผิดปกติ การสั่นของเส้นเสียงก็จะเปลี่ยนแปลงไปและทำให้เกิดอาการเสียงแหบ

ดังนั้น เสียงแหบจึงเป็นอาการที่สามารถเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ใช่ชื่อของโรคเพียงโรคเดียว

สาเหตุของอาการเสียงแหบ

อาการเสียงแหบสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่พฤติกรรมการใช้เสียงไปจนถึงโรคหรือความผิดปกติบริเวณกล่องเสียง สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

กล่องเสียงอักเสบ
กล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นหวัดหรือมีการติดเชื้อไวรัสของระบบทางเดินหายใจส่วนบน การอักเสบทำให้เส้นเสียงบวมและสั่นได้ไม่เป็นปกติ จึงเกิดเสียงแหบ เสียงอ่อน หรือเสียงหายชั่วคราวได้
ผู้ที่มีกล่องเสียงอักเสบอาจมีอาการเจ็บคอ คอแห้ง ไอ หรือรู้สึกอยากกระแอมร่วมด้วย กล่องเสียงอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อภาวะที่เป็นสาเหตุหายไป

การใช้เสียงมากเกินไป
การพูดเป็นเวลานาน ตะโกน ร้องเพลงเสียงดัง หรือพูดแข่งกับเสียงรบกวนสามารถทำให้เส้นเสียงรับภาระมากกว่าปกติและเกิดการระคายเคืองหรือบวมได้
หากมีการใช้เสียงหนักหรือผิดวิธีซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อาจสัมพันธ์กับการเกิดความผิดปกติของเส้นเสียง เช่น ตุ่มเส้นเสียง ติ่งเนื้อ หรือถุงน้ำบริเวณเส้นเสียง ซึ่งอาจทำให้เสียงแหบเรื้อรังหรือกลับมาเป็นซ้ำได้

กรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) อาจเกี่ยวข้องกับอาการเสียงแหบในบางคน เมื่อกรดหรือสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองบริเวณลำคอหรือกล่องเสียง
ผู้ที่มีภาวะนี้อาจมีอาการระคายคอ ไอ กระแอมบ่อย รู้สึกเหมือนมีสิ่งติดอยู่ในลำคอ หรือมีอาการแสบร้อนกลางอกร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม อาการเสียงแหบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากกรดไหลย้อน จึงควรได้รับการประเมินหากอาการเป็นต่อเนื่อง

บุหรี่และสารระคายเคือง
ควันบุหรี่ ควันจากการเผาไหม้ ฝุ่น และสารเคมีบางชนิดสามารถระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจและเส้นเสียงได้ การสัมผัสสิ่งเหล่านี้เป็นเวลานานอาจทำให้อาการเสียงผิดปกติเป็นเรื้อรังมากขึ้น
โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่และมีเสียงแหบต่อเนื่อง ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ เนื่องจากการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงของความผิดปกติหลายชนิดบริเวณกล่องเสียง

ความผิดปกติของเส้นเสียง
ก้อนหรือติ่งเนื้อบริเวณเส้นเสียง เส้นเสียงฝ่อ เส้นเสียงเป็นอัมพาต หรือความผิดปกติในการเคลื่อนไหวของเส้นเสียง สามารถส่งผลให้คุณภาพเสียงเปลี่ยนแปลงได้
ความผิดปกติบางชนิดอาจสัมพันธ์กับการใช้เสียง ขณะที่บางชนิดอาจเกิดหลังการผ่าตัด การบาดเจ็บบริเวณคอหรือทรวงอก หรือเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทที่ควบคุมเส้นเสียง

โรคและภาวะอื่น ๆ
โรคทางระบบประสาทบางชนิด เช่น โรคพาร์กินสันหรือโรคหลอดเลือดสมอง อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อและระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงได้ นอกจากนี้ปัญหาของต่อมไทรอยด์ การบาดเจ็บบริเวณกล่องเสียง และการใส่ท่อช่วยหายใจก็อาจทำให้เกิดเสียงแหบได้เช่นกัน
ในบางราย เสียงแหบที่เป็นต่อเนื่องอาจเป็นอาการหนึ่งของเนื้องอกหรือมะเร็งบริเวณกล่องเสียง แม้จะไม่ใช่สาเหตุที่พบในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่เป็นเหตุผลสำคัญที่ควรตรวจหาสาเหตุเมื่อเสียงแหบไม่ดีขึ้นเป็นเวลานาน

อาการที่อาจพบร่วมกับเสียงแหบ

ลักษณะของอาการสามารถแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสาเหตุ ผู้ที่มีเสียงแหบอาจสังเกตพบอาการดังต่อไปนี้

  • เสียงหยาบหรือเสียงพร่า
  • เสียงเบาหรืออ่อนลงกว่าปกติ
  • เสียงมีลมปน
  • ระดับเสียงสูงหรือต่ำผิดไปจากเดิม
  • เสียงขาดหรือหายเป็นบางช่วง
  • พูดแล้วรู้สึกเหนื่อยหรือต้องออกแรงมากขึ้น
  • คอแห้งหรือระคายคอ
  • เจ็บคอ
  • ไอหรือกระแอมบ่อย
  • รู้สึกเหมือนมีสิ่งติดอยู่ในลำคอ

อาการเหล่านี้ไม่สามารถระบุสาเหตุของเสียงแหบได้อย่างแน่นอนจากอาการเพียงอย่างเดียว หากอาการไม่ดีขึ้นหรือเกิดขึ้นซ้ำบ่อยจึงควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

อาการเสียงแหบจากการติดเชื้อทางเดินหายใจหรือการใช้เสียงมากมักค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลา แต่หากเสียงแหบยังคงเป็นต่อเนื่องประมาณ 3–4 สัปดาห์ หรือไม่ดีขึ้นภายใน 4 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์หู คอ จมูก เพื่อประเมินกล่องเสียงและเส้นเสียง

ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการเป็นนานหลายสัปดาห์ หากมีอาการหรือปัจจัยเสี่ยงบางอย่างร่วมด้วย เช่น

  • หายใจลำบากหรือหายใจมีเสียงผิดปกติ
  • กลืนอาหารหรือน้ำลำบาก
  • ไอหรือมีเสมหะปนเลือด
  • คลำพบก้อนบริเวณคอ
  • เจ็บมากขณะพูดหรือกลืน
  • เสียงหายทั้งหมดเป็นเวลาหลายวัน
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีประวัติสูบบุหรี่
  • เพิ่งได้รับการผ่าตัดบริเวณศีรษะ คอ หรือทรวงอก
  • มีอาการหลังจากใส่ท่อช่วยหายใจ

หากมีอาการหายใจลำบากอย่างชัดเจนหรือรู้สึกว่าทางเดินหายใจตีบ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

แพทย์ตรวจหาสาเหตุของเสียงแหบอย่างไร

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติเกี่ยวกับระยะเวลาที่มีอาการ ลักษณะของเสียง อาการอื่นที่เกิดร่วมกัน ลักษณะการใช้เสียง ประวัติการสูบบุหรี่ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ รวมถึงประวัติการผ่าตัดหรือการใส่ท่อช่วยหายใจ

จากนั้นอาจตรวจบริเวณช่องปาก ลำคอ และคอ หากอาการเป็นต่อเนื่องหรือสงสัยความผิดปกติของเส้นเสียง แพทย์หู คอ จมูกอาจใช้กล้องขนาดเล็กตรวจดูกล่องเสียงและเส้นเสียงโดยตรง เพื่อตรวจหาการอักเสบ ก้อน ความผิดปกติของการเคลื่อนไหว หรือรอยโรคอื่น ๆ

การตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจภาพทางรังสีหรือการตรวจเฉพาะทางอื่น จะพิจารณาตามอาการ ประวัติ และความผิดปกติที่พบ ไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีเสียงแหบทุกราย

แนวทางการรักษาอาการเสียงแหบ

การรักษาเสียงแหบขึ้นอยู่กับสาเหตุของผู้ป่วยแต่ละราย รวมถึงระยะเวลาที่มีอาการ ความรุนแรง ลักษณะการใช้เสียง โรคประจำตัว และผลการตรวจของแพทย์

หากเกิดจากกล่องเสียงอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสหรือการใช้เสียงมาก การพักเสียง ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ระคายเคืองเส้นเสียงมักเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล

ผู้ที่มีปัญหาจากลักษณะการใช้เสียงหรือความผิดปกติของเส้นเสียงบางชนิดอาจได้รับการแนะนำให้ทำเสียงบำบัด (Voice Therapy) กับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับรูปแบบการใช้เสียงและลดภาระต่อเส้นเสียง

หากพบก้อน ติ่งเนื้อ เส้นเสียงเป็นอัมพาต หรือโรคอื่นที่เป็นสาเหตุ แนวทางการรักษาอาจประกอบด้วยการรักษาโรคต้นเหตุ การใช้ยา เสียงบำบัด หรือการผ่าตัดตามความเหมาะสม

ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ ยาสเตียรอยด์ หรือยารักษากรดไหลย้อนเพื่อรักษาเสียงแหบด้วยตนเองโดยไม่มีการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากอาการเสียงแหบมีหลายสาเหตุและยาแต่ละชนิดไม่ได้เหมาะสำหรับผู้ป่วยทุกราย

วิธีดูแลเสียงเบื้องต้น

ในกรณีที่ไม่มีอาการอันตราย การดูแลเส้นเสียงอย่างเหมาะสมอาจช่วยลดการระคายเคืองและช่วยให้เสียงฟื้นกลับมาได้ดีขึ้น

พักการใช้เสียง
ควรลดการพูดที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการตะโกน ร้องเพลงเสียงดัง หรือพูดแข่งกับเสียงรบกวน โดยเฉพาะในช่วงที่รู้สึกว่าเสียงเริ่มล้าหรือแหบ

ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การได้รับน้ำอย่างเหมาะสมช่วยรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อบุบริเวณทางเดินหายใจและเส้นเสียง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้เสียงติดต่อกันเป็นเวลานาน

หลีกเลี่ยงบุหรี่และควัน
ควรงดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง ฝุ่น ควัน และสารเคมีที่อาจทำให้ทางเดินหายใจและกล่องเสียงเกิดการระคายเคืองมากขึ้น

พักเสียงเป็นระยะเมื่อจำเป็นต้องพูดนาน
ผู้ที่ใช้เสียงเป็นอาชีพ เช่น ครู นักร้อง พิธีกร พนักงานขาย หรือผู้ที่ต้องประชุมและพูดต่อเนื่อง ควรมีช่วงพักเสียงระหว่างวันและหลีกเลี่ยงการฝืนใช้เสียงเมื่อเริ่มรู้สึกเหนื่อย

เพิ่มความชื้นในอากาศเมื่ออากาศแห้ง
หากต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศแห้งเป็นเวลานาน การรักษาความชื้นในอากาศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอาจช่วยลดความแห้งของลำคอและเส้นเสียงได้

การดูแลเหล่านี้ช่วยลดปัจจัยที่กระตุ้นหรือระคายเคืองเส้นเสียง แต่หากเสียงแหบยังคงเป็นต่อเนื่อง ไม่ควรอาศัยการดูแลตนเองเพียงอย่างเดียวโดยไม่หาสาเหตุ

ใครควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์

ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์หากมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • เสียงแหบไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 3–4 สัปดาห์
  • มีอาการเสียงแหบเป็นซ้ำบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เสียงเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนหรือกระทบต่อการทำงาน
  • มีประวัติสูบบุหรี่หรือสัมผัสสารระคายเคืองเป็นเวลานาน
  • มีโรคประจำตัวหรือเคยได้รับการผ่าตัดที่อาจเกี่ยวข้องกับเส้นเสียง
  • ต้องใช้เสียงเป็นอาชีพและมีอาการต่อเนื่อง
  • มีอาการกลืนลำบาก ไอเป็นเลือด มีก้อนบริเวณคอ หรือหายใจผิดปกติร่วมด้วย

การประเมินตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้สามารถระบุสาเหตุและเลือกแนวทางการดูแลได้เหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีเสียงแหบเป็นเวลานานหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย

สรุป

เสียงแหบเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การใช้เสียงมาก กล่องเสียงอักเสบจากการติดเชื้อ การระคายเคืองจากบุหรี่หรือสารต่าง ๆ กรดไหลย้อน ไปจนถึงความผิดปกติของเส้นเสียงและโรคอื่นบริเวณกล่องเสียง

อาการที่เกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ และสัมพันธ์กับหวัดหรือการใช้เสียงหนักมักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อพักเสียงและดูแลตนเองอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากเสียงแหบไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 3–4 สัปดาห์ เป็นซ้ำบ่อย หรือมีอาการผิดปกติ เช่น กลืนลำบาก ไอเป็นเลือด มีก้อนที่คอ หรือหายใจลำบาก ควรพบแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุ

การดูแลเสียงอย่างเหมาะสมและไม่ฝืนใช้เสียงเมื่อมีอาการระคายเคืองเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสุขภาพของเส้นเสียงในระยะยาว แต่หากอาการผิดปกติยังคงอยู่ การตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสม

จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง

  1. National Institute on Deafness and Other Communication Disorders (NIDCD). Hoarseness
  2. American Academy of Otolaryngology–Head and Neck Surgery Foundation (AAO-HNSF). Clinical Practice Guideline: Hoarseness (Dysphonia) (Update)
  3. Mayo Clinic. Laryngitis – Symptoms and causes

© 2026 Siammerx Co., Ltd