ฉีดวัคซีนฟรี

การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้อย่างถูกวิธี พร้อมวิธีดูแลแผลไหม้แต่ละระดับ

11 จำนวนผู้เข้าชม |

27/05/2026


การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้อย่างถูกวิธี พร้อมวิธีดูแลแผลไหม้แต่ละระดับ

คำเตือน:ข้อมูลนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้ แผลไหม้บางชนิดอาจมีความรุนแรงมากกว่าที่เห็นภายนอก โดยเฉพาะแผลจากไฟฟ้าหรือสารเคมี

การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้อย่างถูกวิธี

แผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวกเป็นอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่แผลขนาดเล็กไปจนถึงแผลรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต การปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม อาจช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ และช่วยให้แผลฟื้นตัวได้ดีขึ้น


อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของแผลไหม้อาจแตกต่างกันในแต่ละคน และข้อมูลนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้ หากมีอาการรุนแรงหรือมีข้อสงสัย ควรรีบพบแพทย์ทันที


ขั้นตอนการปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้เบื้องต้น

1. หยุดต้นเหตุของการไหม้ทันที

รีบพาผู้ป่วยออกจากแหล่งความร้อน หากเสื้อผ้าติดไฟ ควรใช้หลัก “Stop, Drop, and Roll” คือหยุด นอนลง และกลิ้งตัวเพื่อลดเปลวไฟ หรือใช้ผ้าหนา ๆ คลุมเพื่อช่วยดับไฟ

2. ถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับบริเวณแผล

หากเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับสัมผัสความร้อน ควรถอดออกอย่างระมัดระวังเพื่อลดการสะสมความร้อนและป้องกันอาการบวม

ข้อควรระวัง:

  • หากเสื้อผ้าติดแน่นกับแผล ไม่ควรดึงออกเอง
  • ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลโดยตรง

3. ลดความร้อนของแผลด้วยน้ำสะอาด

ใช้น้ำสะอาดอุณหภูมิห้องไหลผ่านบริเวณแผลต่อเนื่องประมาณ 10–20 นาที เพื่อลดอุณหภูมิของเนื้อเยื่อและบรรเทาอาการปวด

ข้อควรระวัง:

  • ไม่ควรใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหายมากขึ้น
  • ไม่ควรแช่น้ำนานเกินไป โดยเฉพาะในเด็กหรือผู้สูงอายุ เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะตัวเย็นเกิน

4. ปิดแผลชั่วคราว

ใช้ผ้าสะอาดหรือวัสดุปิดแผลที่ไม่ติดผิวหนังคลุมแผลแบบหลวม ๆ เพื่อช่วยลดการปนเปื้อนจากฝุ่นหรือเชื้อโรค

5. กรณีแผลจากสารเคมี

หากแผลเกิดจากสารเคมี ควรรีบล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีโดยตรง

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเกิดแผลไฟไหม้

เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อและลดการทำลายเนื้อเยื่อเพิ่มเติม ควรหลีกเลี่ยงวิธีที่ไม่ถูกต้องดังต่อไปนี้

  • ไม่ควรใช้น้ำแข็งประคบแผล
  • ไม่ควรเจาะตุ่มพองเอง
  • ไม่ควรทาเนย น้ำมัน ยาสีฟัน ผงขมิ้น หรือสมุนไพรลงบนแผล
  • ไม่ควรใช้สำลีดิบปิดแผล
  • ไม่ควรแกะแผลหรือถูบริเวณที่ไหม้

ระดับความรุนแรงของแผลไฟไหม้

แผลไหม้ระดับที่ 1 (First-degree Burn)

เป็นแผลระดับตื้นที่กระทบเฉพาะผิวหนังชั้นนอก

ลักษณะอาการ:

  • ผิวแดง
  • เจ็บแสบ
  • ไม่มีตุ่มพอง

แผลระดับนี้มักหายได้เองภายในไม่กี่วัน และอาจไม่เกิดแผลเป็น

แผลไหม้ระดับที่ 2 (Second-degree Burn)

เป็นแผลที่ลึกลงถึงชั้นผิวหนังแท้บางส่วน

ลักษณะอาการ:

  • ผิวแดง
  • บวม
  • มีตุ่มพอง
  • เจ็บค่อนข้างมาก

แผลระดับนี้อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการฟื้นตัว และบางกรณีอาจเกิดแผลเป็นได้

แผลไหม้ระดับที่ 3 (Third-degree Burn)

เป็นแผลที่ทำลายผิวหนังทุกชั้น และอาจลึกถึงเนื้อเยื่อด้านล่าง

ลักษณะอาการ:

  • ผิวหนังซีด ขาว น้ำตาล หรือดำไหม้
  • ผิวแข็งคล้ายหนัง
  • บางบริเวณอาจไม่รู้สึกเจ็บ เนื่องจากเส้นประสาทถูกทำลาย

แผลระดับนี้มักจำเป็นต้องได้รับการประเมินและดูแลโดยแพทย์

แผลไหม้ระดับที่ 4 (Fourth-degree Burn)*

เป็นแผลที่รุนแรงมาก อาจลึกถึงกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือกระดูก แผลระดับนี้มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด หรืออวัยวะล้มเหลว และจำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทางโดยด่วน *แผลไหม้ระดับที่ 4 เป็นคำเรียกที่ใช้ในบางแหล่งข้อมูล เพื่ออธิบายแผลที่ลึกถึงกล้ามเนื้อหรือกระดูก

วิธีลดความเสี่ยงการเกิดแผลเป็น

การเกิดแผลเป็นขึ้นอยู่กับความลึกและความรุนแรงของแผล รวมถึงการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

วิธีดูแลที่อาจช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็น:

  • ดูแลแผลให้สะอาด
  • หลีกเลี่ยงการแกะสะเก็ดแผล
  • ป้องกันการติดเชื้อ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดบริเวณแผล

ในกรณีแผลรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาวิธีรักษาเพิ่มเติม เช่น การตัดเนื้อตาย หรือการปลูกถ่ายผิวหนัง

แผลไหม้จากไฟฟ้าแตกต่างจากแผลไหม้ทั่วไปอย่างไร?

แผลไหม้จากไฟฟ้า (Electrical Burns) เป็นอาการบาดเจ็บที่มีลักษณะเฉพาะและอาจอันตรายมากกว่าแผลไหม้ทั่วไป แม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นแผลขนาดเล็กก็ตาม เนื่องจากกระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านร่างกายและทำลายเนื้อเยื่อภายใน อวัยวะ รวมถึงระบบการทำงานของหัวใจและเส้นประสาทได้ ไม่ควรใช้น้ำดับไฟที่เกิดจากกระแสไฟฟ้า หรือสัมผัสแหล่งกำเนิดไฟฟ้าขณะกระแสไฟยังไม่ถูกตัด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกไฟฟ้าดูด หากเป็นไฟฟ้าแรงสูง ควรรอเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญเข้าช่วยเหลือ และไม่เข้าใกล้บริเวณเกิดเหตุ


1. กลไกการบาดเจ็บแตกต่างจากแผลไหม้ทั่วไป

แผลไหม้ทั่วไป (Thermal Burns)

มักเกิดจากความร้อนภายนอก เช่น

  • ไฟ
  • น้ำร้อน
  • ไอน้ำ
  • วัตถุร้อน
  • สารเคมี

ความเสียหายจะเริ่มจากผิวหนังด้านนอกและลึกลงไปตามระดับความรุนแรงของแผล

แผลไหม้จากไฟฟ้า (Electrical Burns)

เกิดจากกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย ทำให้เซลล์และเนื้อเยื่อภายในเกิดความเสียหายจากพลังงานไฟฟ้าและความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย

แม้ผิวหนังด้านนอกอาจดูเสียหายไม่มาก แต่ภายในอาจเกิดการทำลายของ:

  • กล้ามเนื้อ
  • เส้นเลือด
  • เส้นประสาท
  • หัวใจ
  • อวัยวะภายใน

2. ความรุนแรงอาจมองไม่เห็นจากภายนอก

แผลไฟไหม้จากไฟฟ้ามักมี “บาดแผลทางเข้า” และ “บาดแผลทางออก” ของกระแสไฟ แต่ความเสียหายที่แท้จริงอาจอยู่ลึกภายในร่างกาย

ตัวอย่างเช่น:

  • ผิวหนังภายนอกมีแผลเล็ก
  • แต่กล้ามเนื้อด้านในถูกทำลายอย่างรุนแรง
  • ในบางกรณี อาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายหรืออวัยวะล้มเหลวตามมาได้

ดังนั้น แผลไหม้จากไฟฟ้าจึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์เสมอ แม้แผลภายนอกจะดูไม่รุนแรงก็ตาม

3. อาจส่งผลต่อหัวใจและระบบประสาท

หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนสำคัญของไฟฟ้าช็อตคือ “ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” (Arrhythmia) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

นอกจากนี้ กระแสไฟฟ้ายังอาจส่งผลต่อ:

  • สมอง
  • ระบบประสาท
  • การหายใจ
  • การควบคุมกล้ามเนื้อ

บางรายอาจมีอาการ:

  • หมดสติ
  • ชัก
  • อ่อนแรง
  • ชาปลายมือปลายเท้า
  • หายใจลำบาก

อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังได้รับบาดเจ็บ จึงควรเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด

4. การปฐมพยาบาลต้องเน้นความปลอดภัยของผู้ช่วยเหลือ

สิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยผู้ถูกไฟฟ้าช็อต คือ “ห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วยทันที” หากกระแสไฟยังไม่ถูกตัด เพราะผู้ช่วยเหลืออาจถูกไฟฟ้าดูดตามไปด้วย

วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น

  • ปิดสวิตช์ไฟหรือแหล่งจ่ายไฟก่อน
  • ใช้วัสดุที่ไม่นำไฟฟ้า เช่น ไม้แห้ง พลาสติก หรือยาง แยกผู้ป่วยออกจากแหล่งไฟ
  • โทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที
  • ตรวจการหายใจและการตอบสนองของผู้ป่วย

จัดทำโดย: พญ. นัทจิรา จียาศักดิ์

อ้างอิง: American Red Cross, World Health Organization, Mayo Clinic, Cleveland Clinic,

© 2026 Siammerx Co., Ltd