ฉีดวัคซีนฟรี
MED4U

อาการปวดหลัง

163 จำนวนผู้เข้าชม |

19/09/2025


อาการปวดหลัง

อาการปวดหลัง

อาการปวดหลัง เป็นในปัญหาสุขภาพที่คนสมัยนี้ได้ประสบพบเจอกันแทบทุกวัย เพราะว่าในยุคปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะนั่งทำงาน ดูหนัง หรือเล่นเกมกันบนหน้าจอกันทั้งนั้นโดยแทบไม่ขยับกันเลย ซึ่งอาการปวดหลังนั้นเรารู้กันดีว่าส่งผลกระทบต่อคุณภาพขนาดไหน

ดังนั้นในบทความนี้เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจถ่องแท้เกี่ยวกับ อาการปวดหลัง สาเหตุที่อาจเกิดขึ้น วิธีการรักษา และแนวทางการป้องกันและบรรเทาอาการในอนาคต

อาการปวดหลังคืออะไร?

อาการปวดหลัง เป็นอาการปวดเมื่อยไม่สบายตัวในบริเวณหลังตั้งแต่ต้นคอไปจนถึงส่วนบนของก้น และอาจกระจายไปยังสะโพกได้อีกด้วย อาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุมากๆ เช่น กล้ามเนื้อตึง = หรือเอ็นกล้ามเนื้อฉีกขาด เส้นเอ็นอักเสบ โรคกระดูก โรคทางไต ฯลฯ

สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่:

  1. ปวดหลังเฉียบพลัน (Acute Back Pain)
    เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บหรือใช้งานที่หนักเกินไป มักมีอาการเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหรือนานไม่เกิน 6 สัปดาห์
  2. ปวดหลังเรื้อรัง (Chronic Back Pain)
    อาการปวดหลังที่เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานเกิน 3 เดือน ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาสุขภาพระยะยาว เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือกระดูกสันหลังเสื่อม

นอกไปจากนั้น ยังสามารถแบ่งตามบริเวณที่ปวดได้ด้วย:

  1. ปวดหลังส่วนบนและส่วนกลาง
    เป็นบริเวณที่กระดูกสันหลังอก (Thoracic Spine) อยู่ คือตั้งแต่ต้นคอจนถึงล่างซี่โครง
  2. ปวดหลังส่วนล่าง
    เป็นบริเวณที่กระดูกสันหลังเอว (Lumbar Spine) อยู่ คือบริเวณล่างซี่โครงลงไป

สาเหตุของอาการปวดหลัง

ดังที่กล่าวไว้ อาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานร่างกายที่ไม่ถูกวิธีหรือการบาดเจ็บ สาเหตุเหล่านี้ที่พบได้บ่อย ได้แก่:

  1. นั่งนอนผิดท่า
    การนั่งผิดหลักสรีรศาสตร์นานๆ จะให้กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังรับน้ำหนักมากเกินไป จนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยหลังได้ เช่นการนั่งก้มคอ หลังค่อม ไหล่ห่อ หรือนั่งท่าเดิมนานๆ ฯลฯ ซึ่งรวมไปถึงการนอนผิดท่าหรือเลือกที่นอนไม่เหมาะกับตัวเองด้วย
  2. ยกของผิดวิธี
    การยกของหนักหรือยกของหลายๆ ครั้ง ท่าเดิม โดยไม่ใช้กล้ามเนื้อขาช่วยเหลือจะทำให้หลังต้องรับน้ำหนักมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อหลังเกิดการบาดเจ็บหรือเคล็ดขัดยอก
  3. ออกแรงกะทันหัน
    มักจะเป็นตอนออกกำลังกายหนักๆ โดยอย่างยิ่งหากไม่วอร์มอัพก่อน ทำให้กล้ามเนื้อยืดไม่ทันและอาจทำให้ฉีกขาด แต่การไม่ออกกำลังกายเลยก็ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอเช่นกัน

นอกไปจากนี้อาการปวดหลังยังเป็นอาการอื่นๆ ที่กระดูกสันหลังได้อีกด้วย

  1. โรคไขข้ออักเสบ
    อาการปวดหลังจากโรคไขข้ออักเสบมักเกิดจาก 2 สาเหตุ คือโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) ที่กระดูกสันหลัง และโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis) ทั้งสองโรคมักจะทำให้รู้สึกปวดและตึงๆ บริเวณหลังส่วนล่าง
  2. โรคหมอนรองกระดูก
    หมอนรองกระดูกจะเสื่อมไปตามอายุและจะเริ่มเกิดปัญหาตามมา เช่น โรคหมอนรองกระดูกเสื่อม (Degenerative Disk Disease) หมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Disc) อาการเหล่านี้จะทำให้ปวดอย่างมาก เกิดได้ทุกพื้นที่ที่มีกระดูกสันหลัง
  3. กระดูกสันหลังบาดเจ็บหรือมีอาการคด
    หากตัวของกระดูกสันหลังเองบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรืออาการอื่นๆ เช่นเป็นโรคกระดูกสันหลังคด (Scoliosis) จะทำให้เกิดอาการชา บุคลิกภาพเสื่อมเสีย และการปวดหลังจะรุนแรงขึ้นเมื่อยืนหรือเดิน

อาการอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดที่หลัง แต่กระทบมาถึงหลัง เช่น

  1. การอักเสบหรือติดเชื้อในอวัยวะใกล้กระดูกสันหลัง
    อวัยวะเช่น ตับอ่อน ถุงน้ำดี ไต เมื่อมีการอักเสบหรือติดเชื้อมักจะกระจายมาปวดร้าวถึงที่บริเวณหลังได้

อาการที่ควรระวัง

อาการปวดหลังมีความรุนแรงและอาการแตกต่างกันไปแล้วแต่ละคน ถึงแม้ว่าจะเกิดจากสาเหตุเดียวกัน แต่ถ้าหากพบว่าอาการปวดหลังมีลักษณะต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์:

  • ปวดหลังรุนแรงและไม่ยอมหายง่ายๆ แม้จะพักผ่อนแล้ว
  • ปวดหลังร่วมกับอาการชาหรือขาอ่อนแรง
  • หลังเกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บแล้วปวดหลัง
  • มีไข้หรือมีสัญญาณการติดเชื้อพร้อมกันปวดหลัง
  • ปวดหลังพร้อมปัสสาวะลำบาก หรือปวดที่ทางเดินปัสสาวะ

การวินิจฉัย

ถ้าเราจำเป็นต้องไปพบแพทย์ ทางแพทย์จะวินิจฉัยด้วยการซักประวัติกิจกรรมที่เราทำ สอบถามตำแหน่งว่ายืนหรือนั่งท่าไหนปวดมากที่สุดหรือน้อยที่สุด และอาจมีการตรวจเพิ่มเติมด้วยการเอ็กเรย์ ตรวจคลื่นกล้ามเนื้อ (EMG) หรือตรวจเลือด ฯลฯ

วิธีการรักษาอาการปวดหลัง

การรักษาอาการปวดหลังขึ้นอยู่กับสาเหตุ ตามประเภทเฉียบพลันหรือเรื้อรัง บางอาการสามารถหายได้เอง หรือต้องไปพบแพทย์ และบางวิธีการรักษาก็อาจไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป:

  1. กายภาพบำบัด
    กายภาพบำบัดจัดเป็นหัวข้อกว้างๆ ครอบคลุมถึงการบรรเทาและรักษาอาการปวดหลังที่เกิดจากอาการบาดเจ็บ หรือกำลังฟื้นฟูจากอาการก่อนหน้า ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดหลังและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ วิธีการมีตั้งแต่การนวด การประคบร้อน-เย็น การออกกำลังกาย การฝึกปรับบุคลิกภาพ ฯลฯ สามารถทำได้เองที่บ้าน
  2. ใช้ยา
    ขึ้นอยู่กับความปวด แพทย์จะให้ตั้งแต่พาราเซตามอลและไอบูโพรเฟน ไปจนถึงยาคลายกล้ามเนื้อ และฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง การรักษาแบบนี้ใช้ได้ทั้งการปวดเฉียบพลันและบรรเทาการปวดเรื้อรัง
  3. แพทย์บูรณาการ
    อธิบายง่ายๆ คือการนำแพทย์แผนปัจจุบันมาผสมกับการแพทย์ทางเลือกเพื่อรักษาผู้ป่วยให้ครอบคลุมมากขึ้น ในการรักษาอาการปวดหลังมีการใช้การฝังเข็มหรือการจัดกระดูก รักษาอาการปวดเรื้อรัง
  4. การผ่าตัด
    ในเคสที่รุนแรงและจำเป็นจริงๆ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดบริเวณกระดูกสันหลังเพื่อรักษาอาการปวด

ป้องกันการปวดหลังในอนาคต

การทำให้ตัวเองไม่ปวดหลัง ส่วนหนึ่งก็มาจากการหยุดพฤติกรรมที่ทำให้ปวดหลังก่อนนั่นเอง

ออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนกลางให้แข็งแรง เพื่อลดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ รักษาน้ำหนักตัวให้พอดี ดูแลสุขภาพโดยรวม

นั่งให้ถูกหลักสรีระศาสตร์ ไม่ก้มไม่งอ เปลี่ยนท่าบ่อยๆ นอนท่าเหมาะสม เพื่อลดความกดดันที่หลังของเรา

ออกแรงให้ถูกวิธี เมื่อยกของให้ใช้กล้ามขาช่วยยก ก่อนออกกำลังกายก็ควรวอร์มอัพให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นก่อน ไม่ควรออกแรงเกินความสามารถของร่างกาย

แม้เราทำในส่วนของเราแล้ว แต่บางครั้งการปวดหลังก็มาจากสาเหตุซับซ้อนได้ ดังนั้นควรตรวจสุขภาพ พบหมออยู่เป็นประจำ เข้าการรักษาเมื่อจำเป็น

สรุป

ถึงอาการปวดหลังเป็นอาการที่พบได้ทั่วไป แต่ในเหตุส่วนใหญ่ก็สามารถป้องกันและบรรเทาได้ แม้ว่าจะเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันหรือปัญหาสุขภาพเดิมอื่นๆ ก็ตาม ด้วยการยอมรับและพยายามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ขอคำแนะนำทางการแพทย์เมื่อจำเป็น จำไว้ว่าเราไม่ได้ปวดหลังคนเดียว!

© 2026 Siammerx Co., Ltd