อาการปวดหลัง
อาการปวดหลัง
อาการปวดหลัง เป็นในปัญหาสุขภาพที่คนสมัยนี้ได้ประสบพบเจอกันแทบทุกวัย เพราะว่าในยุคปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะนั่งทำงาน ดูหนัง หรือเล่นเกมกันบนหน้าจอกันทั้งนั้นโดยแทบไม่ขยับกันเลย ซึ่งอาการปวดหลังนั้นเรารู้กันดีว่าส่งผลกระทบต่อคุณภาพขนาดไหน
ดังนั้นในบทความนี้เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจถ่องแท้เกี่ยวกับ อาการปวดหลัง สาเหตุที่อาจเกิดขึ้น วิธีการรักษา และแนวทางการป้องกันและบรรเทาอาการในอนาคต
อาการปวดหลังคืออะไร?
อาการปวดหลัง เป็นอาการปวดเมื่อยไม่สบายตัวในบริเวณหลังตั้งแต่ต้นคอไปจนถึงส่วนบนของก้น และอาจกระจายไปยังสะโพกได้อีกด้วย อาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุมากๆ
เช่น กล้ามเนื้อตึง =
หรือเอ็นกล้ามเนื้อฉีกขาด
เส้นเอ็นอักเสบ โรคกระดูก โรคทางไต ฯลฯ
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่:
- ปวดหลังเฉียบพลัน (Acute Back Pain)
เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บหรือใช้งานที่หนักเกินไป มักมีอาการเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหรือนานไม่เกิน 6 สัปดาห์
- ปวดหลังเรื้อรัง (Chronic Back Pain)
อาการปวดหลังที่เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานเกิน 3 เดือน ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาสุขภาพระยะยาว เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือกระดูกสันหลังเสื่อม
นอกไปจากนั้น ยังสามารถแบ่งตามบริเวณที่ปวดได้ด้วย:
- ปวดหลังส่วนบนและส่วนกลาง
เป็นบริเวณที่กระดูกสันหลังอก (Thoracic Spine) อยู่ คือตั้งแต่ต้นคอจนถึงล่างซี่โครง
- ปวดหลังส่วนล่าง
เป็นบริเวณที่กระดูกสันหลังเอว (Lumbar Spine) อยู่ คือบริเวณล่างซี่โครงลงไป
สาเหตุของอาการปวดหลัง
ดังที่กล่าวไว้ อาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานร่างกายที่ไม่ถูกวิธีหรือการบาดเจ็บ สาเหตุเหล่านี้ที่พบได้บ่อย ได้แก่:
- นั่งนอนผิดท่า
การนั่งผิดหลักสรีรศาสตร์นานๆ จะให้กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังรับน้ำหนักมากเกินไป จนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยหลังได้ เช่นการนั่งก้มคอ หลังค่อม ไหล่ห่อ หรือนั่งท่าเดิมนานๆ ฯลฯ
ซึ่งรวมไปถึงการนอนผิดท่าหรือเลือกที่นอนไม่เหมาะกับตัวเองด้วย
- ยกของผิดวิธี
การยกของหนักหรือยกของหลายๆ ครั้ง ท่าเดิม โดยไม่ใช้กล้ามเนื้อขาช่วยเหลือจะทำให้หลังต้องรับน้ำหนักมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อหลังเกิดการบาดเจ็บหรือเคล็ดขัดยอก
- ออกแรงกะทันหัน
มักจะเป็นตอนออกกำลังกายหนักๆ โดยอย่างยิ่งหากไม่วอร์มอัพก่อน ทำให้กล้ามเนื้อยืดไม่ทันและอาจทำให้ฉีกขาด แต่การไม่ออกกำลังกายเลยก็ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอเช่นกัน
นอกไปจากนี้อาการปวดหลังยังเป็นอาการอื่นๆ ที่กระดูกสันหลังได้อีกด้วย
- โรคไขข้ออักเสบ
อาการปวดหลังจากโรคไขข้ออักเสบมักเกิดจาก 2 สาเหตุ
คือโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) ที่กระดูกสันหลัง
และโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis) ทั้งสองโรคมักจะทำให้รู้สึกปวดและตึงๆ บริเวณหลังส่วนล่าง
- โรคหมอนรองกระดูก
หมอนรองกระดูกจะเสื่อมไปตามอายุและจะเริ่มเกิดปัญหาตามมา เช่น โรคหมอนรองกระดูกเสื่อม (Degenerative Disk Disease)
หมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Disc) อาการเหล่านี้จะทำให้ปวดอย่างมาก เกิดได้ทุกพื้นที่ที่มีกระดูกสันหลัง
- กระดูกสันหลังบาดเจ็บหรือมีอาการคด
หากตัวของกระดูกสันหลังเองบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรืออาการอื่นๆ เช่นเป็นโรคกระดูกสันหลังคด (Scoliosis) จะทำให้เกิดอาการชา บุคลิกภาพเสื่อมเสีย และการปวดหลังจะรุนแรงขึ้นเมื่อยืนหรือเดิน
อาการอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดที่หลัง แต่กระทบมาถึงหลัง เช่น
- การอักเสบหรือติดเชื้อในอวัยวะใกล้กระดูกสันหลัง
อวัยวะเช่น ตับอ่อน ถุงน้ำดี ไต เมื่อมีการอักเสบหรือติดเชื้อมักจะกระจายมาปวดร้าวถึงที่บริเวณหลังได้
อาการที่ควรระวัง
อาการปวดหลังมีความรุนแรงและอาการแตกต่างกันไปแล้วแต่ละคน ถึงแม้ว่าจะเกิดจากสาเหตุเดียวกัน แต่ถ้าหากพบว่าอาการปวดหลังมีลักษณะต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์:
- ปวดหลังรุนแรงและไม่ยอมหายง่ายๆ แม้จะพักผ่อนแล้ว
- ปวดหลังร่วมกับอาการชาหรือขาอ่อนแรง
- หลังเกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บแล้วปวดหลัง
- มีไข้หรือมีสัญญาณการติดเชื้อพร้อมกันปวดหลัง
- ปวดหลังพร้อมปัสสาวะลำบาก หรือปวดที่ทางเดินปัสสาวะ
การวินิจฉัย
ถ้าเราจำเป็นต้องไปพบแพทย์ ทางแพทย์จะวินิจฉัยด้วยการซักประวัติกิจกรรมที่เราทำ สอบถามตำแหน่งว่ายืนหรือนั่งท่าไหนปวดมากที่สุดหรือน้อยที่สุด และอาจมีการตรวจเพิ่มเติมด้วยการเอ็กเรย์
ตรวจคลื่นกล้ามเนื้อ (EMG) หรือตรวจเลือด ฯลฯ
วิธีการรักษาอาการปวดหลัง
การรักษาอาการปวดหลังขึ้นอยู่กับสาเหตุ ตามประเภทเฉียบพลันหรือเรื้อรัง บางอาการสามารถหายได้เอง หรือต้องไปพบแพทย์ และบางวิธีการรักษาก็อาจไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป:
- กายภาพบำบัด
กายภาพบำบัดจัดเป็นหัวข้อกว้างๆ ครอบคลุมถึงการบรรเทาและรักษาอาการปวดหลังที่เกิดจากอาการบาดเจ็บ หรือกำลังฟื้นฟูจากอาการก่อนหน้า ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดหลังและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ วิธีการมีตั้งแต่การนวด การประคบร้อน-เย็น การออกกำลังกาย การฝึกปรับบุคลิกภาพ ฯลฯ สามารถทำได้เองที่บ้าน
- ใช้ยา
ขึ้นอยู่กับความปวด แพทย์จะให้ตั้งแต่พาราเซตามอลและไอบูโพรเฟน ไปจนถึงยาคลายกล้ามเนื้อ
และฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง การรักษาแบบนี้ใช้ได้ทั้งการปวดเฉียบพลันและบรรเทาการปวดเรื้อรัง
- แพทย์บูรณาการ
อธิบายง่ายๆ คือการนำแพทย์แผนปัจจุบันมาผสมกับการแพทย์ทางเลือกเพื่อรักษาผู้ป่วยให้ครอบคลุมมากขึ้น
ในการรักษาอาการปวดหลังมีการใช้การฝังเข็มหรือการจัดกระดูก รักษาอาการปวดเรื้อรัง
- การผ่าตัด
ในเคสที่รุนแรงและจำเป็นจริงๆ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดบริเวณกระดูกสันหลังเพื่อรักษาอาการปวด
ป้องกันการปวดหลังในอนาคต
การทำให้ตัวเองไม่ปวดหลัง ส่วนหนึ่งก็มาจากการหยุดพฤติกรรมที่ทำให้ปวดหลังก่อนนั่นเอง
ออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนกลางให้แข็งแรง เพื่อลดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ รักษาน้ำหนักตัวให้พอดี ดูแลสุขภาพโดยรวม
นั่งให้ถูกหลักสรีระศาสตร์ ไม่ก้มไม่งอ เปลี่ยนท่าบ่อยๆ นอนท่าเหมาะสม เพื่อลดความกดดันที่หลังของเรา
ออกแรงให้ถูกวิธี เมื่อยกของให้ใช้กล้ามขาช่วยยก ก่อนออกกำลังกายก็ควรวอร์มอัพให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นก่อน ไม่ควรออกแรงเกินความสามารถของร่างกาย
แม้เราทำในส่วนของเราแล้ว แต่บางครั้งการปวดหลังก็มาจากสาเหตุซับซ้อนได้ ดังนั้นควรตรวจสุขภาพ พบหมออยู่เป็นประจำ เข้าการรักษาเมื่อจำเป็น
สรุป
ถึงอาการปวดหลังเป็นอาการที่พบได้ทั่วไป แต่ในเหตุส่วนใหญ่ก็สามารถป้องกันและบรรเทาได้ แม้ว่าจะเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันหรือปัญหาสุขภาพเดิมอื่นๆ ก็ตาม ด้วยการยอมรับและพยายามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ขอคำแนะนำทางการแพทย์เมื่อจำเป็น จำไว้ว่าเราไม่ได้ปวดหลังคนเดียว!